Filed under: Entertainment
เริ่มต้นด้วย ตัวแม่ ระดับ ออริจินัล Jennifer Holliday ร้องไว้ในละครบรอดเวย์ ดรีมเกิร์ล
แต่คนที่ทำให้เพลงนี้ดังที่สุดในยุคนี้ Jennifer Hudson
นักร้องระดับพระเจ้าช่วยอย่าง Whitney Houston ก็ร้อง
หรือแม้กระทั่งดาราบอร์ดเวย์ Antonique Smith
นักร้องคุณภาพจากฟิลิปปินส์ Regine Velasquez
American Idols
Frenchie Davis
Melanie Sanders
Tamyra Gray
Lakisha Jones
America’s Got Talents
Erica Marks หนูน้อยวัย 9 ขวบ
Bianca Ryan เด็กวัย 11 ขวบผู้โด่งดัง
บางคนก็มาจากพรสวรรค์ล้วนๆ
Jessica Sanchez หนูน้อยวัย 9 ขวบคนนี้ก็ไม่เบา
และสุดยอดของพรสวรรค์ Charice Pempengco วัย 11 ขวบที่บอกว่าไม่เคยได้เรียนร้องเพลง
แล้วสุดท้าย จิ๋ว The Stars
เสาร์นี้ไว้รอฟัง ลูกโป่ง แห่ง AF4 อีกคนละกันครับ
อิอิ
Filed under: Life
ผมก็คงเหมือนกับคนอื่นๆ ที่มักจะมีเพลงที่ชอบอยู่หลายเพลง
แต่โชคดีเหลือเกินครับที่ถ้ามีคนถามผมว่า ผมชอบเพลงไหนมากที่สุด
ผมตอบมันได้ทันทีและรวดเร็วว่า “somebody” ซึ่งเป็นเพลงของ Depeche Mode และเวอร์ชั่นที่ชอบมากที่สุดคือเวอร์ชั่นที่ร้อง cover ใหม่เป็น tribute ที่ร้องโดย Veruca Salt ในอัลบั้ม For The Masses: An Album of Depeche Mode Songs ผมจำได้ว่าได้ยินครั้งแรกเมื่อ ซัก 5 - 6 ปีที่แล้ว ฟังครั้งแรกแล้วน้ำตาไหลเลยครับ
เฮ้ย ทำไมมันโดนแบบนี้
คนเราก็ต้องการแค่นี้สินะ…
ลองฟังดูนะครับ

อะแล้วนี่ เนื้อเพลงครับ
I want somebody to share
share the rest of my life
share my innermost thoughts
know my intimate details
someone who’ll stand by my side
and give me support
and in return she’ll get my support
She will listen to me
When I like to speak
About the world we live in
And life in general
Though my views may be wrong
They may even be perverted
She will hear me out
And won’t easily be converted
To my way of thinking
In fact she’ll often disagree
But at the end of it all
She will understand me
I want somebody who cares for me passionately
with every thought and with every breath
Someone who’ll help me see things
In a different light
All the things I detest
I will almost like
I don’t want to be tied
To anyone’s strings
I’m carefully trying to steer clear
Of those things
and when I’m asleep
I want somebody
Who will put their arms around me
And kiss me tenderly
Though things like this
Make you sick
In a case like this
I’ll get away with it
Filed under: Politics
ประชาธิปไตย ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา เราก็ได้เรียนรู้กันว่า ปรัชญาของการปกครองแบบประชาธิปไตยคือ การปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ซึ่งการที่จะรู้ว่าประชาชนในชาติต้องการอะไรนั้น วิธีการที่นิยมใช้คือ การออกเสียงโดยประชาชน ในการเลือกผู้แทนประชาชน เพื่อให้ปกครองบ้านเมือง ซึ่งเราเรียกกันว่า การเลือกตั้ง
แล้วมาวันนึง ก็มีผู้รู้มาบอกเราว่า
การเลือกตั้งไม่ใช่ประชาธิปไตย…การชุมนุมของประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับบางสิ่งบางอย่าง ไม่เป็นประชาธิปไตย…ไอ้โน่น ไม่ใช่ประชาธิปไตย ไอ้นี่ไม่ใช่ประชาธิปไตย
ดูเหมือนว่า อะไรๆ ที่เราได้เคยรู้นั้น มันเปลี่ยนแปลงไปหมด พิศดารจนเราจับต้นชนปลายไม่ถูกว่า แล้วอะไรมันเป็นประชาธิปไตยกันแน่
แล้วสิ่งที่เขากำลังทำๆ กัน นั้นเป็นประชาธิปไตยหรือเปล่า หรือแค่ข้ออ้างเพื่อความชอบธรรมในการดำเนินการสิ่งต่างๆ และสิ่งที่เราได้เรียนรู้นั่นคือ ประชาธิปไตย ไม่ใช่สิ่งที่ได้มากันง่ายๆ แต่มักถูกทำลายไปอย่างง่ายดายเสมอ
รัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ซึ่งจะไม่มีกฎหมายใดๆ แย้งได้ ใช้เป็นบรรทัดฐานในการบริหารประเทศ อันบรรจุไว้ด้วยสิทธิ หน้าที่พื้นฐาน ของประชาชน โดยจะต้องเป็นสิ่งที่เรียกว่า เป็นการทั่วไป ไม่เฉพาะกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง บุคคลใดบุคคลหนึ่ง แล้วสิ่งนี้เองจะเป็นตัวบอกว่า ประเทศชาติเราเป็นประชาธิปไตยมากน้อยแค่ไหน ซึ่งส่วนใหญ่ด้วยความที่เป็นกฎหมายที่สูงสุดของประเทศ ประเทศต่างๆ จึงมักจะเขียนไว้แต่เป็นกรอบคร่าวๆ ไม่กี่มาตราเท่านั้น แล้วให้ความเคารพสูงสุด เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นได้ว่า ไม่ค่อยมีประเทศไหนจะยกเลิก เขียนใหม่ หรือแก้ไขกันบ่อยๆ แต่ก็มีบางประเทศที่นิยมความพอเพียง แต่ไม่เคยพอเพียงกับสิ่งนี้ ไม่เชื่อก็ลองไปดู ที่นี่ แล้วเปรียบเทียบกันเล่นๆ ดูก็ได้ ประเทศไทยกำลังจะมีรัฐธรรมนูญใหม่ อันเนื่องมากจาก ผู้ที่เขามีอำนาจมากกว่าเริ่มไม่เคารพในกฎหมายสูงสุดของประเทศอันเก่าอีกต่อไป เขาทำลายมันทิ้งเสีย แล้วเขียนขึ้นมาใหม่ด้วยวิธีที่เขาพอใจ แทนที่จะเลือกวิธีการแก้ไขของเดิมเฉพาะส่วนที่มีปัญหา
ในสถาวะการที่บ้านเมืองแตกแยกเป็นสองฝ่ายไปเสียหมดทุกอย่าง อันเริ่มตั้งแต่ “โกง vs ไม่โกง” “ออกไป vs สู้ๆ” “ยุบ vs ไม่ยุบ” จนมาถึงล่าสุด “รับ vs ไม่รับ” ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีใครทราบได้ว่าจะเป็นเช่นใด แต่ดูเหมือนเราจะยิ่งหากไปจากจุดที่เราเคยเป็นในอดีต
ประชาชนกำลังจะต้องไปลงประชามติ เพื่อรับรองว่าสิ่งที่ผู้มีอำนาจได้ทำมานั้นถูกต้องหรือไม่ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นวิถีทางของประชาธิปไตย เนื่องจากเป็นการหยั่งเสียงของคนทั้งชาติ วิธีการนี้จะดีอย่างยิ่ง ถ้าประชาชนเป็นอิสระอย่างแท้จริง ทั้งการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร และการตัดสินใจ แต่ถ้าไม่ใช่แล้วล่ะก็ จะเป็นเครื่องมือที่น่ากลัวที่สุดในการแสวงหาอำนาจ จากการเอาพลังประชาชนมาสร้างความชอบธรรม
ชาวบ้านชั้นล่าง กับชาวเมืองชั้นสูง ในอุดมคติของประชาธิปไตยมีค่าเท่ากัน มีสิทธิมีเสียงเท่ากัน แต่สำหรับความเป็นจริงในบ้านเรานั้น ดูเหมือนจะห่างจากจุดนี้ไปอยู่มาก มีการดูถูกประชาชนอยู่เสมอว่า เป็นพวกด้อยการศึกษาที่สามารถซื้อได้บ้างล่ะ ไม่รู้อะไรบ้างล่ะ ชักจูงง่ายบ้างล่ะ ลืมที่จะเคารพในสิทธิในการออกเสียงของคนอื่นไปอย่างง่ายดาย แต่วันดีคืนดีก็จะกลับมายึดถือเชื่อถือเสียง แต่ถ้าไม่เป็นอย่างที่เขาคิดเขาก็จะไม่เชื่อมันอีก มันก็จะถูกทำลายลงอีก เป็นแบบนี้เรื่อยไป ไม่รู้เมื่อไหร่จะจบ
ใครจะออกความคิดเห็นสำหรับร่างรัฐธรรมนูญอย่างไร แต่ละคนคงมีจุดตัดสินใจอยู่ในใจแล้ว แต่ถึงอย่างไรก็ตาม สัญญาณที่ส่งออกมาขณะนี้ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คงจะผ่านการลงประชามติไปได้ด้วยดีแน่นอน เนื่องจากข่าวประชาสัมพันธ์ต่างๆที่ เชิญชวนให้ไปลงประชามติล้วนมาคู่กับการบอกให้รับไปด้วยทั้งสิ้น การทำให้คนไม่รับดูเหมือนจะเป็นพวกชอบมีปัญหา ชอบความวุ่นวาย การทำให้รัฐธรรมนูญฉบับเดิม กลายเป็นสิ่งเลวร้าย เช่นการทำตารางเปรียบเทียบระหว่างของเก่าและของใหม่ที่ชี้ให้เห็นว่ามีข้อดีเพิ่มขึ้นมากมายเพียงใด การปล่อยข่าวว่ามีการใช้เงินในการไม่ให้รับร่างอย่างมากมายเพื่อให้เกิดกระแสต่อต้าน ถ้าไม่รับเหมือนว่าการเลือกตั้งจะเกิดได้ยาก เป็นต้น
ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2549 มาตรา 32 เขียนไว้ว่า
มาตรา 32 ในกรณีที่สภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำร่างรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 29 วรรค 1 ก็ดี สภาร่างรัฐธรรมนูญไม่ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา 28 วรรค 2 ก็ดี หรือการออกเสียงประชามติตามมาตรา 31 ประชาชนโดยเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียงประชามติไม่เห็นชอบให้ใช้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็ดี ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงและให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติประชุมร่วมกับคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่ได้เคยประกาศใช้บังคับมาแล้วฉบับใดฉบับหนึ่งมาปรับปรุงให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันออกเสียงประชามติไม่เห็นชอบ และนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญต่อไป ในการประชุมร่วมกันตามวรรค 1 ให้ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม การประกาศใช้รัฐธรรมนูญตามมาตรานี้ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
จากมาตรานี้จะเห็นได้ว่า ถึงแม้จะผ่านหรือไม่ผ่านอย่างไร เราจะต้องมีการเลือกตั้งแน่นอน และจะมีรัฐธรรมนูญใช้แน่นอน และถ้าไม่ผ่าน หลายคนก็ไม่เชื่อว่า คมช และ ครม จะกล้าที่จะหยิบ รธน ฉบับที่เลวร้ายกว่ามาใช้ หรือจะกล้าแก้อะไรตามใจเชียวหรือ มีหลายคนบอกว่า ถ้าเกิดเหตุพลิกล๊อก ก็ให้หยิบฉบับเก่า ปี 40 มานั่นแหละ แต่เอาสิ่งที่ดีๆ แก้ไขลงไป แต่ทำไมเขาถึงอยากให้ผ่านกันจัง คำตอบก็น่าจะอยู่ที่ เพื่อการรับรองความถูกต้องของสิ่งที่ผ่านมาทั้งหมด ด้วยจำนวนคนมหาศาลนั่นเอง ซึ่งระบุอย่างชัดเจนใน มาตรา 309 ในร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ฉบับลงประชามติ
มาตรา 309 บรรดาการใด ๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าวไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้
สิ่งที่น่าเป็นห่วงมีหลายอย่างเหลือเกิน รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ชี้ให้เห็นว่าประชาชนจะได้รับการดูแลจากรัฐอย่างมากมาย ในขณะที่รัฐบาลมีความสุ่มเสี่ยงที่จะขาดเสถียรภาพ เนื่องจากความเข้มแข็งข องส่วนตรวจสอบมีมากจนเสียสมดุล ขาดความคล่องตัวในการบริหาร ซึ่งผลที่ตามมาอาจทำให้เราไม่มีเงินพอที่จะเลี้ยงดูประชาชนให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เสมือนกับพ่อแม่ที่พิการ ลูกจะหวังพึ่งได้อย่างไร
สุดท้ายนี้อยากให้ทุกคนพึงระลึกอยู่เสมอว่า ให้อ่านร่างรัฐธรรมนูญแล้วพินิจพิเคราะห์ แล้วเชื่อในวิจารณญาณของตัวเองเถิด แต่อย่าสักแต่ว่าเลือกให้ผ่านๆ ไปแล้วคิดจะเอาไว้กลับมาแก้ไขภายหลัง เพราะการทำแบบนั้นมันอาจจะไม่ง่าย มีผู้รู้ท่านนึงซึ่งเป็นอดีตประธานสภา สรุปสาเหตุ 3 ประการที่จะทำให้รัฐธรรมนูญที่ผ่านการประชามติ ไม่สามารถแก้ไขได้โดยง่ายไว้อย่างน่าสนใจ ประมาณนี้ครับ
1. ตามมาตรา 111 ในหมวดวุฒิสภา จำนวนวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง มีจำนวนมากซึ่งเท่ากับครึ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นไปได้ยากที่จะทำให้เกิดการแก้ไข เพราะการแต่งตั้งล้วนมาจากการกำหนดขึ้นของรัฐธรรมนูญฉบับนี้
2. รัฐบาลที่เกิดรัฐธรรมนูญ ฉบับไหน มักไม่ค่อยแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนั้น
3. การล่ารายชื่อเพื่อแก้ไข ต่อให้ล่ามาได้อย่าว่าแต่ 5 หมื่นชื่อตาม รธน เลย ได้ซักล้านชื่อก็ถือว่าลำบาก ถ้าเจ้าของอำนาจใหม่ใช้ข้ออ้างที่ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการลงประชามติเห็นชอบจำนวนตั้งมากมายขนาดไหน แล้วลำพังแค่เสียงเพียงไม่เท่าไหร่นี่น่ะหรือจะมาแก้ไขสิ่งที่ผ่านการเห็นชอบจากคนส่วนใหญ่ได้
ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทยต่อไป เราประชาชนคงต้องติดตามจับตาดูกันต่อไป แต่จะให้อะไรๆ กลับมาเป็นเหมือนเดิม สงบสุขเหมือนเดิม ดูเหมือนว่ามันจะยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้เร็วๆ นี้ หากทุกฝ่ายยังคงใช้อำนาจ และยังต้องการผลแบบต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ชนะแบบนี้
Filed under: Design
ถ้าจับสังเกตได้ จะเห็นว่าที่ผ่านๆ มา TCDC ได้พูดถึงการออกแบบที่มาจากพื้นฐานของปัญหา พื้นฐานของความกันดาร แล้งแค้น ความกดดัน แต่นิทรรศการใหม่ของ TCDC ที่แสดงอยู่ตอนนี้ พูดถึุงความสร้างสรรค์ที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจาก “ความรัก”
ความรักที่แปลว่า การได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก
คิดเหมือนกันใช่มั๊ยครับว่า ทำอะไรด้วยความรัก เรามักทำมันได้ีดีเสมอ แล้วมันจะยิ่งดีขึ้นไปอีก ถ้าสิ่งที่เรารักนั้นมันสามารถสร้างรายได้ให้ได้ด้วย เขาถึงว่ากันว่า การได้ทำอะไรที่รัก มันเป็นกำไรของชีวิตจริงๆ
Love and Money เป็นนิทรรศการที่พูดถึงการสร้างความสมดุลย์ ระหว่างความรัก หรือการที่อยากที่จะทำอะไรตามใจของนักออกแบบ แต่สิ่งนั้นสามารถสร้างรายได้กลับคืนมาได้ด้วย
การทำอะไรตามใจนั้นหมายถึงการทำสิ่งที่ตัวเองถนัด แล้วก็พอใจจะทำอย่างนั้นด้วยความเต็มใจ เต็มที่กับมัน
Curator ได้เลือกผลงาน 20 งานออกแบบที่มีผลงานโดดเด่น ที่สามารถสร้างสรรค์ผลงานได้ตามใจที่ฝัน และทำเงินได้อย่างมากมาย เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก งานออกแบบเหล่านี้เป็นของประเทศอังกฤษ ประเทศที่ได้ชื่อว่าเขาสามารถทำให้การออกแบบ และการใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นสินค้าส่งออกได้
ถ้าดูๆ ไปแล้ว Key of success ผมว่ามันเป็นการคิดแบบที่มวลชนเข้าถึงมันได้ง่าย งานที่เอามา ก็ไม่ได้เกิดจากบริษัทใหญ่โตอะไร เป็นงานที่เริ่มจากจุดเล็กๆ ที่กระจายความสำเร็จออกสู่วงกว้างทั้งสิ้น เช่น วง Gorillaz เริ่มจากมีคนวาดการ์ตูน กะวงดนตรีที่มีความฝันร่วมกัน ผลิตงานเพลงที่ใช้ช่องทางแปลกใหม่ จนโด่งดังไปทั่วโลก แต่เมื่อประสบความสำเร็จมากมายแล้ว มีคนติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์เข้ามา เพื่อจะไปทำโน่นนี่ แต่เจ้าของเอง ก็ไม่ได้ขายออกไป เพราะต้องการคุมคุณภาพให้อยู่แบบนั้น มีรายได้แค่พอสมควร ผมชอบความพอเพียงแบบนี้นะ เพราะถ้าขายออกไปแล้ว ไม่รู้ว่าจะออกมาแบบไหน
อีกนิทรรศการนึง Mechanic Alive เป็นเรื่องเกี่ยวกับหุ่นไม้ นิทรรศการนี้มีเสน่ห์อย่างเหลือเชื่อ ดูแล้วก็ทึ่งกับจินตนาการความเพียรที่จะประกอบฝัน จากเศษไม้ชิ้นเล็กๆ
นิทรรศการพวกนี้ สอนเราเราให้ดูเขาแล้วเอากลับมาคิด มีแค่ความฝันเป็นทุน เขาจัดการกับความฝันของเขาอย่างไร ที่เหลือต้องคิดกันต่อเองว่า ถ้าเรามีความฝัน เราจะทำอย่างไรกับมัน
ยิ่งเมื่อเห็นข่าวกิจการโน่น กิจการนี่ปิด เพราะรับจ้างเขาผลิต พออะไรๆ มันเปลี่ยนไปก็อยู่ด้วยตัวเองไม่ได้ ทางรอดมีอยู่ไม่กี่ทางก็อย่างที่รู้ๆ กันอยู่ ถ้าเราคิดอะไรเอง ทำเองได้ มันก็เป็นอะไรที่ยั่งยืนมากขึ้น ผมว่าเริ่มจาก ทำอะไรที่เราชอบที่เราถนัดนี่แหละ เวิร์กสุด แต่ความยากมันอาจจะอยู่ที่ เราจะคิดหาสิ่งที่เราชอบ สิ่งที่เราถนัด แล้วจะพัฒนาศักยภาพสิ่งเหล่านั้นมันขึ้นมาได้หรือเปล่า

เพิ่งได้ดูการ์ตูนเรื่องใหม่ของ Studio Ghibli ซึ่งผมค่อนข้างจะเป็นแฟนการ์ตูนของค่ายนี้ เลยรับประกันได้ถึงคุณภาพความสนุก และแฝงไปด้วยปรัชญาแบบที่การ์ตูนโดยทั่วไป หาไม่ค่อยได้ มันเป็นการ์ตูนที่สามารถดูให้สนุกได้ทุกเพศทุกวัยจริงๆ
แต่ถ้าเปรียบเทียบกับเรื่องก่อนๆ ก็ถึงว่าเนื้อเรื่องค่อนข้างจะอ่อน แต่ก็มีหลายอย่างน่าสนใจ เรื่องราวที่เกีี่ยวกับการเสียสมดุลย์ของโลก จากฝีมือของมนุษย์ ทำให้เกิดเหตุการณ์ประหลาดหลายอย่าง จึงมีฝ่ายมืดที่จะพยายามซ้ำร้ายเหตุการณ์นี้ลงไปอีก และทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองชนะธรรมชาติ
ผมชอบบทสนทนานึงในเรื่องนี้มาก เป็นตอนที่พระเอกของเรื่องหนีจากการกระทำความผิดบางอย่าง แล้วกำลังสับสนลุ่มหลง ว่าจะเอายังไงกับชีวิตดี เนื่องจากพระเอกถูกเชื้อเชิญให้ใช้ชีวิตอันเป็นอมตะ ในขณะที่กำลังผิดหวังจากชีวิตนั้น นางเอกได้เข้ามาเตือนสติ
พระเอกก็ได้เ่อ่ยถามด้วยความเลื่อนลอยว่า
“อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุด”
นางเอกเองนั้น ก็มีสิ่งที่ผิดหวังในชีวิต มากมายเช่นเดียวกัน เนื่องจากเกิดมาเป็นคนอัปลักษณ์ ผ่านเหตุการณ์ที่เลวร้ายในวัยเด็ก
“ชีวิต” นางเอกตอบ
“สักวันเราทั้งหมดล้วนต้องตาย แล้วจะมีประโยชน์อันใด …
เราจะสู้เพื่อชีวิตไปทำไม ก็ถึงอย่างไร เราก็รู้ว่ามันต้องมีวันต้องจบสิ้น”
“ชีวิตมันมีค่าเพราะรู้ว่าตัวเรากำลังจะตายนี่แหละ”
ผมได้ยินคำว่า Perishable Beauty มานานพอสมควร แต่เพิ่งจะมาทราบซึ้งกับหนังเรื่องนี้เอง นั่นสินะ การที่อะไรๆ มันมีกาลดับสูญของมันได้ นั่นแหละความงามของสิ่งนั้น บางสิ่งจะสวยงามที่สุดในช่วงเวลานึงเท่านั้น แล้วความงามก็จะเปลี่ยนไป อาจจะไม่งดงามเหมือนเดิม แต่ก็จะเปลี่ยนไปสู่ความงามอีกรูปแบบนึง
มีบทสนทนาที่ต่อจากนั้น พูดถึงชีวิตอันเป็นอมตะไว้อย่างน่าสนใจ
“ข้าได้รับชีวิตมา ข้าจึงต้องมีชีวิตอยู่ สิ่งที่ข้าต้องทำคือมอบชีวิตนี้ให้กับผู้อื่นต่อไป นั่นเป็นหนทางเดียว ที่ทำให้ชีวิตเราเป็นนิรันดร์”
เป็นตอนที่นางเอกได้ต่อว่าพระเอก ถึงการอยากมีชีวิตอยู่อันเป็นอมตะ แบบใช้ด้านมืดอย่างไม่ถูกต้อง และถ้าอยู่อย่างเป็นอมตะแล้ว ไม่เคยได้ทำสิ่งใดที่มีคุณค่าเลย มันจะมีประโยชน์อะไร
ก็ยังคงเหมือนเดิมสำหรับการ์ตูนค่ายนี้ เด็กดูได้ ผู้ใหญ่ดูสนุกจริงๆ
ไม่ได้เข้ามาเขียนตั้งนาน รู้สึกแปลกๆ เหมือนกัน มีอะไรทำหลายอย่างเหลือเกิน จะบอกว่ายุ่งจนไม่มีเวลาจะเขียน มันก็ดูจะเป็นข้ออ้างมากกว่า ฮ่าๆๆ
เดือนกว่าๆ ที่ผ่านมา ได้มีโอกาส ไปทำโครงการ มินิทีซีดีซี ที่หลายๆ จังหวัดหลังจากเริ่มโครงการสำรวจไปแล้วเกือบปี คร่าวๆ ก็คือเป็นการกระจายทรัพยากร ความรู้ด้านการออกแบบไปสู่มหาวิทยาลัยส่วนภูมิภาค ถ้าบอกว่า โดยปรกติมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดมักจะขาดแคลนหนังสืออยู่แล้ว หนังสือด้านการออกแบบยิ่งจะขาดแคลนมากกว่า เพราะโดยปรกติแล้วหนังสือประเภทนี้มีราคาที่สูงกว่าประเภทอื่นๆ ตอนแรกผมก็สงสัยว่า จริงๆ แล้ว เขาจำเป็นต้องใช้หนังสือหรือเปล่า หรือจินตนาการในการสร้างสรรค์ผลงานสามารถเกิดขึ้นได้เอง อันที่จริงก็คงพอเป็นไปได้ แต่ถ้าเราไม่รู้ว่าขณะนี้โลกเขาไปถึงไหนกันแล้ว การพัฒนาการของเรามันอาจจะช้าไปหน่อย ก็รู้ึสึกดีเหมือนกันที่ ได้ทำโครงการอะไรที่มันดีๆ ครับ
ฟังดูโครงการดีๆ แบบนี้ ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีปัญหา แรกๆ ผมรู้สึกว่า ไปด้วยความปรารถนาดี แต่บางครั้งบางที่ ก็ทำให้เรารู้สึกว่าเราเอาภาระงานเพิ่มไปให้เขาหรือเปล่า เป็นเรื่องจริงที่น่าเศร้า แต่ก็ไม่มีอะไร ทุกอย่างก็สามารถดำเนินการไปได้ด้วยดี ทีนี้ก็เหลือแต่การเฝ้าดูแล้วประเมินผลกันต่อไป แต่ช่วงนี้ก็กำัลังจะเริ่นเฟส 2 ของโครงการคือสำรวจที่ที่จะทำโครงการเพิ่มเติมอีก 5 ที่ อาจจะกลับมายุ่งอีกครั้ง
——————————-
หลังจากที่ได้เปิดตัวโครงการ library 2.0 ไป เดี๋ยวนี้ก็เลยได้ยินคำว่า library 2.0 มากยิ่งขึ้น ดีเหมือนกันครับ จะได้ช่วยๆ กันคิด ช่วยๆ กันทำเยอะๆ มีอะไรก็ได้แบ่งปันความรู้กัน ส่วนเว็บห้องสมุดของทีซีดีซี ตอนนี้ก็ได้พยายามปรับปรุงให้มันทำงานได้สมบูรณ์มากขึ้น อีกไม่นานคงจะเสร็จเสียที
วันนี้รู้สึกเหมือน เขียนแบบบ่นๆ ไม่ค่อยเป็นเรื่องไงไม่รู้แหะ
; )
Filed under: news
เมื่อวันที่ 10 มิย ที่ผ่านมา ได้มีการออกกฎหมายที่ชื่อว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นหมายถึง นับจากวันที่ 10 ไปอีก 30 วัน กฎหมายฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้
แล้วอะไรบ้างที่เป็นเรื่องที่เราควรจะรู้ไว้ เพื่อได้ระวังตัว
กฎหมายฉบับนี้กำหนดหน้าที่ให้ผู้ให้บริการ ซึ่งหมายรวมตั้งแต่ผู้ให้บริการ internet ไปจนถึงผู้ให้บริการ content ต่างๆ ที่มีการเก็บรักษาข้อมูลของคนอื่น มีหน้าที่เก็บสิ่งที่เรียกว่า “ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ ” ซึ่งหมายถึง ข้อมูลต้นทางปลายทาง หรือพวก ip ต่างๆ ของการใส่ข้อมูลเข้ามาในระบบ รวมถึงเวลาต่างๆ ที่บันทึกข้อมูลนั้นๆ ต้องเก็บไว้อย่างน้อย 90 วัน ถ้าไม่ทำตามนี้ มาตรา 26 ของ พรบ ฉบับนี้ บอกไว้ว่า มีโทษปรับ ไม่เกิน ห้าแสนบาท
เลยกลายเป็นเรื่องให้ผมต้องมาดูระบบที่ดูแลอยู่ว่า เก็บข้อมูลเหล่านี้อย่างไร ไม่รู้ว่ากฎหมายฉบับนี้ มันมีผลบังคับใช้ย้อนหลังหรือเปล่า เช่น เราสร้างระบบไว้ตั้งนานแล้ว แต่กฎหมายเพิ่งออกมา มันครอบคลุมรวมถึงระบบที่พัฒนามาก่อนหน้าวันประกาศใช้กฎหมายหรือไม่ แต่ก็พูดลำบาก หากเกิดเหตุ มีการขอข้อมูลเหล่านี้ขึ้นมา คงมีปัญหาแน่ๆ แถมมี มาตรา 15 ที่กำชับไว้ว่า ถ้ายอมให้มีการกระทำผิดในระบบที่ดูแล ถือว่ารับผิดเหมือนกับผู้กระทำผิดอีกต่างหาก
แต่ถ้าเอาในแง่ของผู้ดูและระบบน่าจะชอบกฎหมายฉบับนี้เป็นพิเศษ เนื่องจาก มันทำให้รู้สึกว่า ระบบปลอดภัยดีจัง เพราะมีความผิดไปหมด ห้ามทำให้ข้อมูลเสียหาย(ม.9) ห้ามทำให้ระบบชะงัก(ม.10) ห้ามมั่ว login (ม.7)
มีอย่างอื่นอีกเช่น ห้ามส่งสแปมเมล์(ม.11) ห้าม spoofing ip ห้ามปล่อยไวรัส(ม.13) ห้าม hijack(ม.8)
ในแง่ผู้ใช้บ้าง
ต่อไปนี้ต้องระวังเวลาไปโพสอะไรที่ไหน เพราะถ้าละเมิดอะไรเขาเข้าโดยเฉพาะถ้าเป็นภัยต่อความมั่นคง โทษจะค่อนข้างหนักมาก และให้ระวังเรื่องการ fwd mail หรือการเผยแพร่ภาพโป๊ แบบตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม มีความผิดทั้งหมด เน้นเรื่องการโพสภาพตัดต่อ(ม.16) และการปลอมและปล่อยข้อมูลต่างๆ(ม.14)
กฎหมายฉบับนี้มีแค่สิบหน้า 30 มาตราเอง แต่ดูๆ แล้ว ถ้าจับเข้าจริงๆ คงตีความกันปวดหัวเลยทีเดียว แล้วตำรวจจะจับกันไหวเหรอครับ
อุอุ
Filed under: Library
จากตอนที่แล้ว มาถึงส่วนสุดท้ายในการพัฒนา
จากสองตอนก่อน เหมือนเป็นการเอาสิ่งที่มีอยู่เดิมๆ มาทำให้เป็นระบบใหม่ขึ้นใช้ง่ายยิ่งขึ้น แต่ส่วนต่อไปนี้จะเป็นการคิดใหม่ทำใหม่ ให้เกิดพื้นที่ในการแบ่งปันข้อมูลระหว่างกันของผู้ใช้
User Space
แนวคิดของเราคือ หลังจากที่ Login เข้ามาแล้ว ต้องการให้ผู้ใช้สามารถ ดูได้ว่า เขาเคยได้ใช้บริการอะไร หรือเคยได้ทำอะไรกับ ศูนย์ไปแล้วบ้าง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่เขาสนใจ ถ้าเขาคิดว่าข้อมูลบางอย่างสามารถแบ่งปัน เอาออกให้คนอื่นรู้ได้ ในส่วนนี้เราได้เตรียมไว้ 4 อย่างคือ
1. ประวัติการใช้งาน ต่างๆ เช่น การถ่ายเอกสาร การใช้ Bookmark การดูหนังฟังเพลง การเขียน Comment การบันทึกโน้ตส่วนตัวในหนังสือต่างๆ การ Tag หนังสือ และการใช้ Favorite หนังสือ เป็นต้น
2. การรวม Feed ที่น่าสนใจ ในช่วงแรกของการพัฒนา เราคิดว่าเราจะตั้งตัวเป็น Blog Provider เพื่อให้คนที่สนใจมาเขียน Blog ได้ แต่เมื่อพิจารณาถึงสถานการณ์ปัจจุบัน เห็นว่าตอนนี้ Blog Provider ขนาดใหญ่ๆ นั้นมีการแข่งขันกันสูงมาก มีการเพิ่มลูกเล่นเข้ามาทุกวัน การจูงใจคนให้มาเขียน Blog กับเรา จึงน่าจะไม่ใช่เรื่องง่าย และปัจจุบัน คนที่สนใจในการเขียน Blog เขาก็น่าจะมี Blog อยู่แล้ว จึงได้ปรับเปลี่ยนเป็น ให้ผู้ใช้ เอา Blog Feed ของตน หรือที่สนใจ เข้ามา Feed รวบรวมไว้ได้
3. ในส่วนประวัติการใช้งานบางส่วน ผู้ใช้สามารถเลือกนำมาเผยแพร่ เพื่อให้คนสนใจ ติดตามดูได้ว่า สิ่งที่ผู้ใช้สนใจนั้น มีอะไรบ้างได้
4. widget ซึ่งผู้ใช้สามารถเอาไปใส่ใน blog หรือเว็บ ใดๆ ก็ได้ เืพื่อเป็นการบอกกับคนอื่นว่า ได้เป็นส่วนนึงกับ Design Community แห่งนี้ และบอกว่า ตนเองนั้นได้สนใจอะไร โดยจะแสดง รูปหนังสือ ที่สนใจ ประวัติการใช้งานคร่าวๆ ตลอดทั้งระยะเวลาในการเป็นสมาชิกศูนย์
5. Feed ถ้ามีคนสนใจผู้ใช้คนนี้ ก็สามารถ subscribe feed ติดตามความเคลื่อนไหวของผู้ใช้คนนี้ได้ ซึ่งข้อมูลก็จะขึ้นอยู่กับว่า ผู้ใช้คนนี้จะแชร์ข้อมูลออกมามากน้อยแค่ไหน
ซึ่งการแสดงผลสิ่งเหล่านี้ถูกแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ
User View จะเป็นส่วนตัวของผู้ใช้แต่ละคน เมื่อ Login เข้ามาในระบบแ้ล้ว สามารถแต่งเติม content ต่างๆ ที่จะเผยแพร่ได้
Public View จะเป็นส่วนที่ผู้ใช้ภายนอกจะเห็นว่า แต่ละคนได้แชร์ข้อมูลอะไรออกมาบ้าง
เป็นส่วนที่รวบรวมความเคลื่อนไหวของ User Space ไว้ ซึ่งจะบอกว่ามี Blog ของใครเคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง อะไรคือข้อความที่ถูก Update ล่าสุด และใครที่เพิ่งสมัครเข้ามาใหม่ รวมถึงบอกว่า รายการล่่าสุดที่มีการใช้บริการต่างๆ คืออะไรอีกด้วย เป็นการทำให้มองเห็นความเคลื่อนไหวอย่างเป็นภาพรวม ของคนที่สนใจ Collection ด้านการออกแบบของ TCDC Resource Center
และเช่นเดียวกัน คนที่สนใจสามารถ Subscribe Feed เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวในส่วนนี้ได้
Integrated System
จะเห็นได้ว่า ความพยายามของเราคือ พยายามทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเชื่อมโยงถึงกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น CMS Catalog และส่วนของ User ซึ่ง Feed คือพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในการทำให้เกิดการใช้ข้อมูลระหว่างกัน เราจึงได้จัดเตรียมส่วนนี้ไว้ในส่วน เพราะถ้าวันนึง ใครต้องการนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ จะได้สามารถเอาออกไปใช้ได้อย่างสะดวก และเป็นไปตามมาตรฐาน
สิ่งที่ต้องพัฒนาต่อ
ถ้าใครลองเล่นตอนนี้จะรู้ว่ายังมีส่วนที่ยังผิดพลาดอยู่พอสมควร ซึ่งนั่นต้องแก้ไขกันต่อไป รวมถึง Content ต่างๆ ด้วย หรืบปรับให้เข้ากับ เมนูภาษาไทย แล้วเปลี่ยน default ของภาษา เพราะในระยะแรกเพื่อความง่ายในการพัฒนา จึงเริ่มต้นด้วยภาษาอังกฤษก่อน แต่เรื่องของ Function ที่มองๆ ไว้ว่าน่าจะได้ทำต่อไปเช่น
- เพิ่ม Widget ให้หลากหลายมากยิ่งขึ้นเพราะมันเป็นของเล่นอย่างนึง ที่จะเป็นส่วนในการช่วยโปรโมทเว็บได้อีกด้วย
- คิด algorithm ในส่วนของ relevance ของการค้นหา ให้ดีกว่านี้ คือรวมไปถึง สิ่งที่ผู้ใช้ใช้บริการทางเว็บด้วย นอกเหนือจากใช้บริการที่ศูนย์
- การทำ Index ในการค้นหาแบบ Keyword อาจจะต้องปรับใช้ Concept Stemming word เพื่อแก้ปัญหาคำที่แปรผันตามรูปแบบต่างๆ เช่น woman women เป็นต้น
- ปรับปรุง ajax ให้ช่วยในการทำงานต่างๆ ให้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น เพราะปัจจุบันเน้นที่การแสดงผลเป็นหลัก
- การทำ Federated Search กับหน่วยงานอื่นๆ เพื่อดูว่าใครที่มี Collection เหมือนกับเรา จะได้แนะนำผู้ใช้ได้ ในกรณีที่เราไม่มี
- การทำ Category ที่ดีขึ้น และ User Level เพื่อบอกกับผู้ใช้ว่า หนังสือแต่ละเล่มเหมาะสมกับใคร และเอาไปใช้ทำอะไร
- การปรับปรุงส่วน Statistics ให้บอกว่า คำค้นใดที่นิยม เืมื่อเปรียบเทียบกับ collection แล้วเป็นอย่างไร เพื่อพิจารณาในการสั่งซื้อหนังสือให้ถูกใจผู้ใช้ต่อไป
- การสร้าง Network ระหว่างผู้ใช้ ใ้ห้ดียิ่งขึ้น เช่นการ make friend ระหว่างกัน
มีอะไรให้ทำอีกเยอะแยะเหลือเกิน ก็คงต้องค่อยๆ ปรับกันต่อไป ถ้าใครมี comment อะไร ส่งมาบอกกันได้นะครับ ยินดีครับ
Filed under: Library
จากตอนที่แล้ว พูดถึง สิ่งที่ TCDC Resource Center เป็น และวางแผนในการพัฒนาไว้อย่างไร ทีนี้เรามาต่อกันที่ จะพัฒนาอะไรบ้าง อย่างไร อาจจะมีเน้นเทคนิคนิดหน่อยนะครับ
Environment ในการพัฒนา
ภาษาที่ใช้ในการพัฒนา เป็น PHP ซึ่งรันอยู่บน Apache บน Linux Server และใช้ AJAX framework ของ Aculo และ Prototype
ฐานข้อมูล เรามีฐานข้อมูลที่ใช้ในการดำเนินงานอยู่แล้ว 4 ฐานข้อมูล 2 DBMS คือ Oracle และ SQL Server ซึ่งในการพัฒนาครั้งนี้ได้เพิ่มเติมเนื้อหาต่างๆ ของเว็บจะอยู่บน MySQL
สำหรับการแสดงผลในส่วนของ Feed เลือกใช้มาตรฐานของ RSS 2.0 โดยเอา namespace ของ mrss ของ yahoo เข้ามาช่วยในการแสดงผล media และสำหรับส่วนของ function ในการอ่านข้อมูล feed จะใช้ magpierss
การจัดการข้อมูล
เนื่องจาก Library Catalog นั้นจะถูกจัดเก็บในรูปแบบของ MARC ซึ่งยากต่อการทำความเข้าใจ และการดึงข้อมูลทำได้ลำบาก และเหมือนเป็นข้อจำกัดระหว่างโลกของ IT และ Library เนื่องจากส่วนใหญ่ไม่รู้จัก MARC แต่การทำงาน Back office มีความจำเป็น เนื่องจากหากพิจารณาโครงสร้างของ MARC ก็ถือว่ามีความยืนหยุ่น และเหมาะสมต่อการเก็บข้อมูลบรรณานุกรมของหนังสือ ดังนั้นการที่จะทำให้เกิดความง่ายต้องการพัฒนา จึงต้องมีกระบวนการในการ Export ข้อมูล MARC ออกจากระบบ ก่อน แล้วจึงแตกค่า Tag หรือ Field ค่าต่างๆ ที่เก็บอยู่ จัดเก็บลงไปในฐานข้อมูล ในรูปแบบ Relational Database ปรกติ เพื่อให้เกิดความง่ายในการเขียนโปรแกรม โดยมีการตั้ง Schedule ในการทำ Data Synchronization ซึ่งเมื่อข้อมูล ถูกแตกออกมาเป็น field ของ database ซึ่งเป็นรูปแบบปรกติที่คนพัฒนาเข้าใจ ก็จะง่ายต่อการทำ index และการพัฒนาต่อไป
การพัฒนาระบบ
Content Management System
เป็นระบบปรกติที่ เว็บทั่วไปควรจะมี นั่นคือเป็นระบบที่ช่วยทำให้ข้อมูลต่างๆ ถูกรวบรวมและเผยแพร่ออกไปอย่างเป็นระบบ รวมถึงถ้าใครสนใจก็ยังสามารถ subscribe feed ไว้ติดตามข่าวสารต่างๆ ได้ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มด้วยกัน
1. ข้อมูลทั่วไปของศูนย์ ซึ่งมีลักษณะเป็น Static Content อันได้แก่
ข้อมูลเกี่ยวกับ TCDC Resource Center (ประวัติความเป็นมา/ภารกิจ/Gallery)
บริการต่างๆที่มี
ข้อมูลหนังสือเทรนด์
ฐานข้อมูลออนไลน์
สถานที่ตั้งศูนย์ และเวลาเปิดปิด
2. ข้อมูุลข่าวสารเผยแพร่ ซึ่งมีลักษณะเป็น Dynamic Content อันได้แก่
Announcement - ประกาศต่างๆ
What’s on - สิ่งที่กำลังมีอยู่และน่าสนใจ
News - ข่าวเผยแพร่ ทั้งภายในและภายนอก
Activity & Event - กิจกรรมต่างๆ ของศูนย์
TCDC Suggestion - หนังสือหรือ Collection ที่ต้องการหยิบขึ้นมานำเสนอ
Special Services - บริการที่น่าสนใจ
3. Interactive Content ซึ่งเป็นส่วนที่ให้ผู้ใช้เข้ามามีส่วนร่วม อันได้แก่
Write to us - ให้ผู้ใช้สามารถเขียนข้อสงสัย ซักถาม คำแนะนำต ิชมต่างๆ มาได้
Know Librarians - เป็นหน้าของเ้จ้าหน้าที่ที่ให้บริการแต่ละคน ร่วมถึงความเชี่ยวชาญเพื่อให้ผู้ใช้ติดต่อได้โดยตรง
FAQ - เป็นส่วนที่รวบรวมข้อมูลคำถามที่เคยถูกซักถาม แต่การจัดลำดับคำถามนั้นจะขึ้นกับการถูกถามบ่อย และการให้ความสนใจของผู้ใช้ โดยเมื่อผู้ใช้คลิ๊กดูคำตอบของแต่ละคำถามจะถูกนับคะแนนไปเรื่อยๆ และปรับเปลี่ยนลำดับการแสดงผลโดยอันโนมัติ
Pathfinders - เป็นส่วนที่จำเป็นส่วนนึงของห้องสมุดเฉพาะด้าน ซึ่งจะบอกว่า ห้องสมุดนี้มีความสนใจในสาขา หรือหัวข้ออะไรบ้าง และสิ่งเหล่านั้น เรานิยามมันไว้อย่างไร และถ้าผู้ใช้สนใจในหัวข้อนั้นๆ สามารถเรียนรู้และเข้าใจได้ โดยผ่านทรัพยากรต่างๆ อย่างไรบ้างทั้งแหล่งภายในและภายนอก โดยใช้หลักการคล้าย wiki เนื่องจาก แหล่งข้อมูลภายนอกนั้น เราไม่สามารถรู้และติดตามได้ทั้งหมดว่า ภายนอกมีอะไรเคลื่อนไหวบ้าง จึงอาศัยความร่วมมือจากผู้ใช้ เข้ามาช่วยกันแต่งเติมข้อมูล ให้มีความสมบูรณ์ขึ้นเรื่อยๆ โดยจะมีการเก็บข้อมูลที่ผู้ใช้ใส่ ไว้เป็น version จากนั้นจะมีการ verify จาก moderator ในภายหลัง หากพบว่าข้อมูลไม่ถูกต้อง จะสามารถ rollback นำข้อมูลชุดที่ถูกต้องกลับมาใส่คืนได้
New Catalog Searching
ส่วนต่อมาของการพัฒนาคือการสร้างระบบการค้นหาหนังสือขึ้นมาใหม่ เนื่องจากระบบเดิมค่อนข้างมีปัญหาในการแสดงผล และการค้นหาเช่นได้ข้อมูลมาเยอะเกินไป ได้ข้อมูลไม่ค่อยตรงกับสิ่งที่ต้องการ และผู้ใช้ไม่สามารถที่จะกลับไปค้นหาซ้ำในผลการค้นหาเดิมได้ ใช้ MARC ได้ไม่เต็มความสามารถ เช่น บรรณารักษ์ป้้อนข้อมูลเก็บไว้จำนวนมาก แต่มีการนำมาใช้แค่นิดเดียว ไม่คุ้มค่ากับการป้อนข้อมูล
ด้วยปัญหาต่างๆ เหล่านี้ จึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาระบบการสืบค้นขึ้นมาใหม่ โดยการเริ่มต้นที่ Cataloger ก่อน ว่ามีแนวคิดในการเก็บข้อมูลอย่างไร และควรนำมาใช้อย่างไร เพื่อให้การนำข้อมูลที่เก็บไว้มาใช้เกิดประโยชน์สูงสุด และถือว่าเป็นความท้าทายที่สุดในการพัฒนาระบบครั้งนี้ เพราะใช้เวลาคิดหาวิธียาวนานที่สุด คิดเป็น 80% ของเวลาทั้งหมดที่ใช้ในการพัฒนาเลยทีเดียว
แนวทางในการพัฒนา จริงๆ แล้ว มีต้นแบบหลายต่อหลายที่ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น NCSU, Amazon, imdb, ebay หรือแม้กระทั้ง Library Catalog ของที่ต่างๆ และสรุปแนวทางในการพัฒนา ขึ้นมาดังนี้
การค้นหา ซึ่งมีด้วยกัน 3 แบบ เพื่อรองรับ 3 พฤติกรรมในการใช้งาน อันได้แก่
1. Basic Search เป็นการค้นหาที่ง่ายๆ มีช่องกรอกข้อมูลช่องเดียว เมื่อป้อนเข้าไปแล้ว สามารถหาข้อมูลได้ทันที
การค้นหาส่วนนี้จะเป็นการค้นหาโดยใช้เทคนิค Fulltext Search ซึ่งต้องกำหนดขอบเขตของข้อมูลที่จะไปค้นหา โดยเรียงลำดับความสำคัญของ field ที่จะไปใช้ค้นหาจากแนวคิดที่ว่า ผู้ใช้เวลาจะค้นหาคิดอะไร และคาดหวังจะเห็นข้อมูลอะไรจากผลการค้นหา จึงสรุปออกมาได้เป็น field ต่างๆ จาก MARC ดังนี้
- ชื่อเรื่อง (title) 245, 246
- หัวเรื่อง (subject) 600, 610, 630, 650, 651, 653, 655
- Tag ที่มีในระบบซึ่งเบื้องต้นมาจาก 3 แหล่ง คือ Tag it, การให้ keyword โดยผู้เชี่ยวชาญ และการกรอกของผู้ใช้ online
- อื่นๆ เช่น ชื่อ Series 440, สารบัญ (505), บทคัดย่อ (520)
- ผู้แต่ง 100, 700, 710, 720เนื่องจากผู้ใช้เวลาค้นหามักจะนึกถึง เรื่องที่ต้องการจะค้นก่อน เช่นต้องการค้นเรื่อง สถาปัตยกรรม แต่เมื่อผลการค้นหาออกมา มักอยากเห็นคำว่าสถาปัตยกรรมอยู่ในชื่อเรื่อง เราจึงจัดเอาชื่อเรื่องขึ้นเป็นอันดัีบแรก และต่อมาด้วยหัวเรื่อง แต่สำหรับผู้แต่งนั้น ผู้ใช้มักไม่ได้นึกถึง เวลาค้นหาเท่าไรนัก
2. Advanced Search เป็นการค้นหาข้อมูล ที่มี Criteria ต่างๆ เข้ามาประกอบ รวมทั้งสามารถ limit ข้อมูลที่จะออกมาได้
สามารถเข้าไปหาแบบเฉพาะเจาะจง ใน fields : Tag, ชื่อเรื่อง, ชื่อผู้แต่ง, หัวเรื่อง, สำนักพิมพ์, ISBN หรือจะหาหมดทุก fields ก็ได้ โดยสามารถเลือกค้นได้หลายคำ และมีการใช้ boolean and or เชื่อมโยงกัน
สามารถจำกัดขอบเขตการค้นหาได้ตาม : Collection, ปีพิมพ์, ภาษา, ชนิดของสื่อ, และลักษณะของ Item3. Begin with… เป็นการค้นหาข้อมูลที่ใช้คำค้นหาเป็นคำเริ่มต้น โดยจะทำการสืบค้นใน authority record เป็นหลัก อันได้แ่ก่ ชื่อหนังสือ, ชื่อผู้แต่ง, หัวเรื่อง และ เลขหมู่หนังสือ เช่น ต้องการหา หนังสือที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า color ซึ่งผลการค้นหาก็จะไล่เรียงชื่อหนังสือที่ขึ้นต้นด้วย color ออกมาให้ โดยที่ผู้ใช้สามารถ ดูแต่ละชื่อเรื่องได้ว่า ในชื่อเรื่องนั้นๆ มีหนังสือที่ชื่อเหมือนกันอยู่กี่เล่ม โดยที่ด้านข้าง ผู้ใช้่จะสามารถ เล่นและ browse ดูหนังสือไปเรื่อยๆ ได้
4. Browse เป็นการดูไปเรื่อยๆ ว่ามีอะไรบ้าง แล้วผู้ใช้ก็คลิ๊กไปเรื่อยๆ ซึ่งส่วนนี้เราทำไว้ 2 อย่าง นั่นคือ Collection List และ Tag Cloud
Collection List จะเป็น รายการของสิ่งต่างๆ ที่เรามีให้บริการใน 3 อย่าง คือ ภาพยนตร์ เพลง และวารสาร
Tag Cloud เป็นการนำเสนอ Tag ที่มีทั้งหมดในระบบ โดยการดึงเอา Tag ที่มีความนิยมขึ้นมาแสดงผล โดยมีด้วยกัน 2 มิติ คือ
- ความใหญ่เล็กของตัวอักษร แสดงถึงความมากน้อยของ คำๆ นั้นที่มีต่อ collection หรือ มีคน add คำๆ นี้มากน้อยแค่ไหน
- สีอ่อนไปจนถึงเข้ม แสดงถึง ความนิยมของ Tag นั้น ว่ามีคนนิยมเข้าไปดูมากน้อยแค่ไหน
ผลการค้นหา ที่ได้จากการค้นหาแบบ basic search และ advanced search จะประกอบด้วยส่วนต่างๆ ดังนี้ (ตัวอย่างการค้นหาคำว่า blue)
1. Search Result ที่มาจากการค้นหา ซึ่งมีข้อมูล ชื่อเรื่อง ชื่อผู้แต่ง ชนิดของสื่อ Call_number Collection ที่อยู่ และรูปปกหนังสือของเรื่องนั้น ซึ่งปกหนังสือนี้ ได้มาจากการ Scan ปกหน้า ปกใน สารบัญ และปกหลัง ซึ่งเป็นหนึ่งในกระบวนการของ Cataloging Process แต่หากว่าหนังสือเล่มใด ไม่มีหรือพลาดในการ Scan ไป ก็จะดึงเอา ISBN ของหนังสือ วิ่งไปหาปกหนังสือที่ Amazon.com มาแสดงแทน
2. Narrow Down ผู้ใช้สามารถดูได้ว่าในผลการค้นหาที่ได้ค้นหามีส่วนประกอบต่างๆ มาจากอะไรบ้าง (อยู่ด้านซ้ายของหน้าจอ) ในหัวข้อดังนี้
Subject Topic ซึ่งจะพิจารณาดูว่าในผลการค้นหาที่ได้มา มีหัวเรื่อง 650 $a, $x เป็นอย่างไรบ้าง
Call Number แยกรายละเอียดว่า ผลการค้นหามี Callnumber ในหมวดใดบ้าง ซึ่งสามารถ drill down ลงไปได้
Tag Cloud ดึงมาจาก Tag ที่มีผู้ใช้ได้ป้อนไว้ จากผลการค้นหาที่ได้มา
Location/Collection พิจารณาดูว่า ผลการค้นหาที่ได้มา อยู่ใน Collection ใดบ้าง
Author พิจารณาดูว่าผลการค้นหาที่ได้มา มีผู้แต่ง เป็นใครบ้าง
Region แยกองค์ประกอบว่า ผลการค้นหาที่ได้ มีเนื้อหาเกี่ยวกับภูมิภาคใดบ้าง
Era และสุดท้าย ดูว่าผลการค้นหาที่ได้มา เกี่่ยวข้องกับเนื้อหาในยุคใด3. Refine นอกจาก ผู้ใช้จะสามารถ Narrow Down ตามสิ่งที่ได้เตรียมไว้แล้ว ผู้ใช้ยังสามารถค้นหาซ้ำ ไปยังผลการค้นหาเดิมได้ ซึ่งอยู่ด้านล่างของหน้าจอ เช่น ผมลองค้นคำว่า music เพิ่มเติมไปใน คำค้นเดิม
4. Criteria Tracking เมื่อทำการค้นหาจากหลายๆ Criteria ไม่ว่าจะเป็น เมื่อค้นหาแล้ว มีการ Narrow Down ไป Refine ไป Criteria ต่างๆ จะปรากฎอยู่ด้านบนของ Search Result ซึ่งผู้ใช้จะสามารถ Drop Criteria กลับไปยัง ผลการค้นหาเดิมได้
5. Preference ผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่า จะให้แสดงผลด้วยอะไรบ้างและอยากเห็นอะไรบ้าง รวมถึงต้องการให้ Search Result มีจำนวนเท่าใดต่อหน้า
6. Sorting โดยปรกติการเรียงลำดับจะเรียงลำดับตาม Relevance ซึ่งมาจากการนับจำนวนคำ หรือค่าน้ำหนักที่ได้จาก Fulltext Search แต่ผู้ใช้ก็ยังสามารถเลือกให้เรียงลำดับด้วยแบบอื่นแทนได้เช่น Most Popular คือเรียงลำดับการถูกใช้งานของแต่ละรายการ
7. Recent View ซึ่งอยู่ส่วนล่างของหน้า จะแสดง Item ที่เคยคลิ๊กเข้าไปดูรายละเอียดมาแล้ว ซึ่งจะมีอยู่เฉพาะใน Session นี้เท่านั้น
8. Book Drop เป็น Feature เพิ่มเติม ไว้สำหรับเมื่อผู้ใช้สนใจในรายการที่ได้จากการค้นหาใดๆ สามารถนำรายการนั้นเข้ามาทิ้งไว้ใน Book Drop ได้ ซึ่งสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้ดังนี้
- Add to Favorite เมื่อผู้ใช้ Login เข้าระบบ สามารถเพิ่มรายการต่างๆ ที่อยู่ใน Book Drop ให้เข้าไปอยู่ใน Favorite ของตัวเองได้ ซึ่งจะได้นำไปจัดการ Folder ต่อไป
- Export Bibliography ผู้ใช้สามารถสั่งให้แสดงรายการ ในรูปแบบรายการบรรณานุกรม ตามแบบของ APA (American Psychological Association) ได้
- Print สามารถสั่งพิมพ์รายการใน Book Drop ได้
- Email สามารถส่งEmail รายการใน Book Drop ได้9. Feed ซึ่งใช้ Schema ของ RSS 2.0 เมื่อผู้ใช้สนใจที่จะติดตามหนังสือที่เข้ามาใหม่ จาก Criteria ที่ได้ค้นหาไว้ สามารถทำได้ทันที เช่น ตัวอย่าง blue
10. เมื่อหาไม่เจอ หรือคำค้นผิด จะมีการแนะนำคำผิด เช่นใส่คำว่า ccolor นอกจากนั้นยังสามารถแนะนำการสั่งซื้อได้ทันที
รายละเอียดหนังสือ หลังจากที่ไดผลการค้นหาแล้ว เมื่อผู้ใช้ต้องการดูรายละเอียดของหนังสือแต่ละเล่ม ภายในนั้นก็จะมีองค์ประกอบต่างๆ ดังนี้ (ตัวอย่าง)
1. รายละเอียดเกี่ยวกับหนังสือ ชื่อหนังสือ ชื่อผู้แต่ง และข้อมูลต่างๆ
2. รายละเอียดตัวเล่ม ว่ามีจำนวนกี่เล่มอยู่ที่ใดบ้าง
3. สถิติต่างๆของหนังสือเล่มนั้น เช่น เคยใช้มาแล้วกี่ครั้ง ใช้ครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ ฯลฯ
4. ผู้ใช้สามารถให้ Comment และ Rating กับหนังสือนี้ได้
5. ส่วนของผู้เชี่ยวชาญจาก TCDC ให้ Review ไว้
6. Description รายละเอียดต่างๆ ที่ถูกบันทึกไว้ เช่น สารบัญ บทคัดย่อ
7. Related Item เป็นหนังสือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเล่มนี้ โดยดูจาก Subject ที่ใกล้เคียงกัน
8. Pathfinder ที่มี Keyword ใกล้เคียงกับหนังสือเล่มนี้ หรือ หนังสือที่ถูกบันทึกแนะนำไว้ใน Pathfinder นั้นๆ
9. Recent View หนังสือเล่มที่เคยได้ดูรายละเอียดไปแล้ว ใน session เดียวกัน
10. หน้าปกหนังสือ
11. Multiview คือ ภาพของหนังสือเพิ่มเติม เป็นส่วนที่ได้ Scan ไว้ ได้แก่ปกหน้า ปกหลัง ปกใน สารบัญ
12. Map แผนที่จาก floor plan ของ TCDC Resource Center เพื่อดูว่าหนังสือเล่มนี้อยู่ที่ใด (ตัวอย่าง)
ก็จบไปแล้ว 2 ส่วนนะครับ ในตอนหน้าจะเป็นส่วนสุดท้าย คือ การสร้างพื้นที่ส่วนตัวของผู้ใช้แต่ละคน เพื่อให้เขาแบ่งปันข้อมูลของเขาออกมาให้คนอื่นรู้กัน ซึ่งจะเป็นการสร้างกลุ่มคนที่สนใจ Collection ด้านการออกแบบเหมือนกัน
Filed under: Library
เมื่อวันก่อนได้ร่วมบรรยาย ในเรื่อง Library 2.0 : จากแนวคิดสู่การประยุกต์ใช้จริง กับ โต ซึ่งผมรับผิดชอบในส่วนหลัง คือนำเสนอแนวคิดที่ใช้ในการพัฒนาเว็บไซต์ใหม่ของ TCDC Resource Center ที่มีการประยุกต์ เอา concept ของ Library 2.0 เข้ามาใช้ในการพัฒนา
ผมเริ่มด้วยการแนะนำว่า การพัฒนาระบบใดๆ ก็ตาม มักเกิดจากมูลเหตุด้วยกันอยู่ 2 อย่าง คือปัญหา กับ โอกาส สำหรับทีมงานของเรานั้น นอกเหนือจาก การเป็นที่รวบรวมทรัพยากรสารสนเทศด้านการออกแบบที่ดีที่สุดที่หนึ่งแล้ว เราก็ยังตั้งใจว่าจะพัฒนาวงการวิชาชีพห้องสมุดนี้ในสองส่วนด้วยกัน คือ
1. ส่วนการให้บริการ onsite ทำให้คนที่มาใช้งานที่ศูนย์รู้สึกสะดวก สบายใจ ในการมาใช้บริการ และนำเสนอแนวคิดใหม่ๆ ในการให้บริการผู้ใช้
2. ส่วนการให้บริการ online ทำให้คนที่แม้ไม่ได้มาที่ศูนย์ ได้รับข้อมูลข่าวสาร หรือมีส่วนรวมกับกิจกรรม หรือเนื้อหาต่างๆ ได้ ตลอดทั้งมีความสะดวกในการค้นหาข้อมูลทรัพยากรสารสนเทศต่างๆ อย่างเป็นระบบ
ในส่วนแรกเราก็ได้พัฒนามาตั้งแต่วันแรกที่เปิดให้บริการแล้ว ก็จะเห็นได้ชัดว่าดีขึ้นมาเป็นลำดับ มีบริการใหม่ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกต่อผู้ใช้บริการอยู่เสมอ แต่ในส่วน online นั้นก็ยอมรับว่าเป็นข้อด้อยของเรามาโดยตลอด ก็ยังดูลู่ทางอยู่ว่า จะทำอย่างไรให้ไปถึงเป้าหมายได้ พอได้รู้จักกับแนวคิด Library 2.0 เมื่อต้นปีที่แล้ว ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีอย่างยิ่ง ที่จะได้ริเริ่มทำอะไรใหม่ๆ ทดลอง และเพื่อทำให้สิ่งที่มีอยู่เดิมนั้นดีขึ้น จึงได้ศึกษาพัฒนาขึ้นเป็นโครงการนำร่อง อันเผื่อว่าจะเป็นแนวทางให้คนอื่นที่เห็นด้วยกับแนวทางเดียวกันนี้ มาช่วยกันพัฒนาต่อไป
โปรเจคนี้ของ TCDC Resource Center ก็ใช้เวลาในการคิดหาหลักการ วางแผน และพัฒนามาแล้วกว่า 1 ปี จนถึงปัจจุบัน ก็ยังไม่เรียกว่าเสร็จสมบูรณ์มีส่วนที่ต้องปรับปรุงแก้ไขอยู่เยอะมากทีเดียว เนื่องจากระยะแรกที่เราได้ศึกษาเรื่องนี้นั้น มันมีแนวทางที่จะทำได้มากมายเหลือเกิน ด้วยความที่ ไอ้โน่นก็อยากมี ไอ้นี่ก็อยากได้ เต็มไปหมด ทำให้หลงทางไปพอสมควร จนในที่สุด ก็ได้กรอบในการพัฒนาจนเห็นเป็นรูปเป็นร่างในปัจจุบัน
และทั้งหมดนี่คือสิ่งที่เราอยากแบ่งปันหลังจากที่ได้เริ่มลองทำ
ย้ำอยู่หลายหนเหมือนกันว่า Library 2.0 ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคน คือจะทำอย่างไร มีวิธีการอย่างไร ที่ทำให้คนมาทำอะไรๆ แสดงความคิดเห็น ร่วมสร้าง content กับห้องสมุดของเรามากยิ่งขึ้น มันเป็นเทคนิควิธีการที่พยายามสอนให้คนไม่ใช่เป็นเพียงผู้รับเท่านั้น อยากได้อะไร ก็ต้องช่วยกันแบ่งปันมันออกมา แค่คนละนิด สังคมโดยรวม ก็จะดีขึ้นเอง
วางกรอบแนวคิด -> วิเคราะห์สิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน -> วางแผนพัฒนา
การพัฒนาเริ่มต้นด้วยการวางกรอบแนวคิดเบื้องต้นในการพัฒนาก่อน อันได้แก่
- เป็นสื่อกลางในการกระจายข้อมูลข่าวสารต่างๆ อย่างเป็นระบบ
- มีกลไกในการทำให้เกิดการแชร์ ข้อมูลของผู้ใช้
- มีส่วนที่ทำให้ผู้ใช้ใช้งานเว็บได้สะดวกขึ้น มีส่วนที่เป็นส่วนตัว
- ไม่ทิ้งส่วนสำคัญของภาระกิจการเป็นเว็บไซต์ห้องสมุด เช่นการค้นหาหนังสือ
กลุ่มเป้าหมายในการพัฒนาของเรา ก็จะเป็นผู้ใช้ศูนย์ของเรา รวมไปจนถึง คนที่สนใจ collection หนังสือ ข้อมูลข่าวสารด้านการออกแบบ
ระบบห้องสมุดของ TCDC Resource Center
ประกอบไปด้วย 3 ระบบ หลักๆ ได้แก่
- Core Library System
- Member System
- Library Operation System
Core Library System เป็นระบบห้องสมุดอัตโนมัติหลัก ซึ่งใช้เพื่อการจัดการบริหาร collection ของ ศูนย์ ไม่ว่าจะเป็นการนำข้อมูลบรรณานุกรม ในรูปแบบ MARC เข้าระบบ การดูแลจัดการวารสาร การสั่งซื้อ เป็นต้นโดยที่ปัจจุบันใช้ระบบ Virtua ของ VTLS
Member System เนื่องจาก TCDC เป็นห้องสมุดระบบสมาชิกจึงมีฐานข้อมูลสมาชิก และ Visitor ในการเข้าใช้บริการศูนย์ จึงมีระบบงานเหล่านี้เข้ามาช่วยดูแล ดูแลระบบสมาชิก การลงทะเบียนสมาชิก การออกใบเสร็จรับเงิน การดูแลจัดการสมาชิก การต่ออายุสมาชิก การออกบัตรสมาชิกเป็นต้น
Library Operation System เป็นระบบที่ดูแลในการบันทึกเก็บข้อมูลในการให้บริการต่างๆ ของศูนย์ อาทิ In-house use, Multimedia Service, Photocopy Service, Bookmark System, ระบบบันทึกข้อมูลคนผ่านเข้าออกประตู เป็นต้น (ไว้วันหลังจะมาเล่าว่า แต่ละตัว มีแนวคิดและการทำงานเบื้องหลังอย่างไร)
วิเคราะห์สิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
TCDC เป็นห้องสมุดเฉพาะด้านการออกแบบ ที่มีลักษณะเป็น reference library ทุกอย่างใช้ภายในศูนย์เท่านั้น ดังนั้นการออกแบบลักษณะการให้บริการต่างๆ ในปัจจุบันจึงเน้นที่การให้บริการภายในศูนย์เป็นหลัก โดยที่เชื่อมโยงข้อมูลจาก 2 แหล่ง นั่นคือข้อมูลหนังสือจาก Core Library system และ ข้อมูลสมาชิกจาก Member System มาทำให้เกิด Transaction ที่ Library Operation System ซึ่งจะทำให้รู้ว่า มีลูกค้า ใช้หนังสือหรือทรัพยากรใด เมื่อไหร่ อย่างไร ซึ่งสามารถเอาสิ่งเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ในการสร้างการบริการใหม่ๆ ได้อีกมากมายต่อไป
ทางเลือกในการพัฒนา
อันที่จริง มีทางเลือกในการพัฒนาหลายแบบสำหรับแนวทางของ 2.0 เช่น เอา blog มาใช้ wiki มาใช้ เพิ่มส่วนของ folksonomy มี feed สำหรับส่วนต่างๆ เชื่อมโยงกับระบบสมาชิกเดิม แล้วสร้าง community หรือมีแนวคิดในการแบ่งปันข้อมูลกันระหว่างผู้ใช้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ เป็นสิ่งที่ ระบบห้องสมุดอัตโนมัติในปัจจุบันในท้องตลาดยังทำไม่ได้ โดยเฉพาะการผสมผสานระบบการค้นหาหนังสือ ให้เชื่อมโยงกับระบบต่างๆ ค่อนข้างลำบาก เนื่องจาก ระบบในปัจจุบันนั้น มีข้อจำกัดในการปรับแต่ง หรือ Customization
ซึ่งผมเห็นว่า แม้ปัจจุบันจะมี opensource อยู่ในหลายๆ เรื่องเช่น blog wiki searching catalog ต่างๆ แต่ว่า แต่ละสิ่งก็แยกจากกัน และทางเราก็มีระบบสมาชิกอยู่แล้ว การนำมา integrate กันไม่ใช่เรื่องง่าย และอาจใช้เวลาในการพัฒนายาวนาน จึงได้นำเสนอแนวทางในการพัฒนาระบบขึ้นมาใหม่ โดยอาจจะอาศัยเครื่องมือ tools หรือ API ต่างๆ ที่มีอยู่แล้วมาช่วยทำให้การพัฒนาได้อย่างเร็วขึ้น โดยทาง TCDC Resource Center จะเป็นฝ่ายพัฒนาแนวคิด วิธีการทั้งหมด และให้บริษัท Digithais เข้ามาช่วยในการเขียนโปรแกรม
จากความต้องการต่างๆ จึงสรุปได้ว่าองค์ประกอบหลักๆ ในการพัฒนาเว็บขึ้นมาใหม่ จะประกอบด้วย 3 ส่วนด้วยกัน
1. Content Management System เพื่อช่วยทำให้การเผยแพร่ และรวบรวมข้อมูลข่าวสารต่างๆ อย่างเป็นระบบมากยิ่งขึ้น
2. ระบบการค้นหาหนังสือแบบใหม่ เพื่อทำให้การค้นหาหนังสือง่ายต่อการใช้งาน และการทำความเข้าใจ และมีเครื่องมือต่างๆ ที่จะช่วยให้ผู้ใช้มีความสะดวกยิ่งขึ้น
3. พื้นที่ที่จะทำให้เกิดการแบ่งปันข้อมูลกันระหว่างผู้ใช้
ทดสอบแนวคิด…
และเนื่องจากแนวคิดหลักๆ ของ 2.0 คือการแชร์ข้อมูลกันออกมา หรือให้ผู้ใช้มีส่วนร่วมในการสร้าง content ระหว่างที่กำลังพัฒนาระบบ online อยู่ จึงมีข้อสงสัยว่า แล้วจริงๆ ถ้าเอามาใช้จริงมันจะ work หรือเปล่า ดังนั้นเราเลยลองคิดหาวิธีการลองกับผู้ใช้ซึ่งมาใช้บริการในศูนย์ คล้ายกับการหยังเสียงของผู้ใช้ก่อนว่า แนวคิดของ 2.0 สอดคล้องกับลักษณะผู้ใช้ของเราหรือไม่ โดยมีเครื่องมือต่างๆ เช่น
Raing / Comment / Review
เมื่อผู้ใช้มาใช้บริการ ด้าน Multimedia เช่นมาดูหนังฟังเพลง เมื่อแลกบัตรสมาชิก เราก็มี Slip ให้ไปใบนึง โดยที่ภายใน Slip นั้นจะมีช่องให้ผู้ใช้กรอกว่า คิดเห็นกับหนังหรือเพลงที่ได้ใช้บริการนั้นๆ อย่างไรTag it
เรามีแบบฟอร์ม โดยที่บอกกับผู้ใช้ว่า ถ้าตอนนี้หาหนังสือในคำค้นที่ต้องการไม่เจอ หรือคิดว่า หนังสือเล่มนั้นมันเป็นเรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องนั้น ก็ให้ผู้ใช้ช่วยกันบอกว่า keyword ที่เขาคิดคืออะไร เมื่อกรอกแล้ว ก็เสียบแบบฟอร์มไว้ในเล่ม แล้วเอาไปใส่ไว้ใน book bin เพียงเท่านี้ ระบบโดยรวมก็จะดีขึ้น คำค้นหาก็จะตรงใจมากยิ่งขึ้นYour Recommended Films
ในส่วนของ collection หนังที่ให้บริการ เราจัดเว้น ช่อง
