|m Le’ chArt


money matter iii
April 30, 2007, 5:19 pm
Filed under: Economics

จากตอนก่อน ผมก็ให้ประเมินว่าตัวเองมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ สำหรับตัวผมเอง คิดว่าจะใช้เงินประมาณ 30% ของเงินรายได้

ตอนนี้ยังไม่มีหนี้สินอะไร แล้วก็ยังไม่คิดจะสร้างหนี้ เพราะคิดว่าตัวเองยังไม่พร้อม แล้วโดยส่วนตัวไม่ชอบเสียดอกเบี้ยให้ใครถ้าไม่จำเป็น การกู้เงินมาเงินนั้นควรจะสร้างรายได้ให้เรา มากกว่าที่เราจะต้องนำไปเสียดอก เช่นกู้มาดอกร้อยละ 4 ควรไปลงทุนอะไรที่ได้ดอกมากกว่าร้อยละ 4 ถึงจะเรียกว่าคุ้มค่า

มีหลายคนถามผมว่าทำไมไม่ซื้อรถ ผมคิดว่ารถมันเป็น depreciative asset คือ ค่ามันเสื่อมถอยลงไปทุกปีๆ ทรัพย์สินประเภทนี้เราควรมีเมื่อจำเป็นจริงๆ หรือมีเงินใช้อย่างเหลือเฟือ อีกอย่างการเดินทางในทุกวันนี้ก็ไม่ได้รู้สึกว่าลำบากอะไร ถ้าจะซื้อผมว่า ไปซื้อพวกอะไรที่มันเป็นปัจจัย 4 ดีกว่า เช่นบ้าน เพราะอสังหาริมทรัพย์ ส่วนใหญ่ราคามันขึ้นตลอด

สำหรับเงินส่วนที่เหลือ ตอนนี้ผมตั้งใจที่จะนำมาลงทุนให้เกิดผลประโยชน์ที่ดีกว่า เงินฝากธนาคาร ดังนั้นผมจะแบ่งเงินออกเป็นส่วน ๆ โดยผ่านช่องทางลงทุนหลักคือกองทุนรวม โดยเกณฑ์ที่ผมใช้เลือกกองทุนคือต้อง

– มีสภาพคล่องพอสมควร
– มีผลตอบแทนที่ดี
– ไม่เสี่ยงจนเกินไป
– สะดวกในการซื้อขาย

สัดส่วนก็ตามรูปนี้นะครับ

myport.jpg

เงินส่วนแรก 10% ผมต้องการลงทุนในกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ มีสภาพคล่องสูง (ทำการซื้อขายได้ทุกวัน) เทียบได้กับบัญชีเงินฝากธนาคาร ส่วนนี้จะใช้เป็นส่วนกันในกรณีฉุกเฉิน อาจได้ผลตอบแทนไม่สูงนัก เงินส่วนนี้จะลงทุนในกองทุนตราสารเงิน (Money Market Fund) กองทุนที่หมายตาไว้ SCBSFF, T-CASH, TMBTM, TMBMF, RKTF, B-TNTV เป็นต้น เป้าหมายผลตอบแทน 4-5%

เงินส่วนที่สอง 70% ผมต้องการลงทุนในกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำถึงปานกลาง ซึ่งเป็นกองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ประเภท Fixed Income Fund กองทุนที่หมายตาไว้ SCBRF, TSB, NFF, KTDF, AYFMTFI, AYFMTDIV, RKFC, RKCB เป็นต้น เป้าหมายผลตอบแทน 5-8%

เงินส่วนที่สาม 20% ผมต้องการลงทุนในรูปแบบที่มีความเสี่ยงปานกลางถึงสูง ก็จะลงทุนในหลากหลายรูปแบบ คือ ลงทุนเองในตลาดหลักทรัพย์ กองทุนทองคำ หรือกองทุนตราสารทุนหรือหุ้น ในหรือต่างประเทศ และกองทุนผสม โดยหมายตาไว้เช่น (ในประเทศ) TMBGF, GOLDPF, SCBSET, AYFSMUL, AYFFLEX, BTP, BKA, T-INFRA, OSPD (ต่างประเทศ) T-VALUexUS, SCBPGF, ING-EHD, ABEG, ABAPAC, KGLOBE เป็นต้น เป้าหมายผลตอบแทนเป็นเลขสองหลัก

ถ้าพิจารณาพอร์ทตามนี้ อาจเรียกได้ว่าค่อนข้างจะอนุรักษ์นิยม (Conservative) ทีเดียว เนื่องจากไม่นิยมความเสี่ยงเท่าไหร่ ไม่ชอบความหวือหวามากนัก เอาผลประโยชน์พอประมาณ เน้นที่ Fixed Income Fund ให้รับกับภาวะดอกเบี้ยขาลง ไว้ค่อยปรับอีกทีหากมีอะไรเปลี่ยนแปลง

แต่เวลาลงทุนจริงๆ ตอนนี้ผมพยายามปรับให้เหลือแค่ ไม่กี่ บลจ เท่านั้น เพราะ มันไม่ค่อยคุ้มที่จะดูแลพอร์ทที่มีหลายที่เกินไป เสียเวลามาก แต่มันก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่เราจะอดได้สิ่งสุดยอดที่สุด ซึ่งอยู่ใน บลจ ที่หลากหลาย

หวังว่าจะทำตามแผนนี้สำเร็จ ผลเป็นยังไง จะเอากลับมาเล่าอีกทีนึงนะครับ



money matter ii
April 29, 2007, 4:27 pm
Filed under: Economics

เนื่องจากผมว่าการลงทุนในกองทุนเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่อาจไม่คุ้นเคย เลยจะขออธิบายเพิ่มเติมในส่วนประเภทกองทุนว่าโดยทั่วไปเขามีกองทุนอะไรให้เราเอาเงินไปไว้บ้าง ผมขอแบ่งลักษณะกองทุนในแบบผมเองนะครับ ไม่รู้ว่าจะตรงกับหลักวิชาการหรือเปล่า ซึ่งในกองทุนแต่ละแบบ ก็มีรูปแบบย่อยอีกว่าลงทุนในระยะยาวหรือระยะสั้น นอกจากนั้นยังแบ่งลงไปอีกว่าเป็นการลงทุนในประเทศหรือต่างประเทศ

1. กองทุนที่ลงทุนในรูปแบบตราสารหนี้ โดยรัฐบาลหรือบริษัทเอกชน สามารถให้ผลตอบแทนโดยทั่วไปอยู่ที่ 2-8% ขึ้นอยู่กับระยะเวลา (duration) ของตราสารหนี้ที่เอาไปลงทุน ถ้านานก็ผลตอบแทนสูง แต่ก็จะทำให้มีความผันผวนสูง โดยที่ความเสี่ยงนั้นหลักๆ คือแล้วแต่ความน่าเชื่อถือของหน่วยงานผู้ออกตราสารว่าเขาจะเบี้ยวหนี้หรือไม่ เช่นถ้ารัฐบาลออก ก็ความเสี่ยงต่ำ แต่ผลตอบแทนก็จะต่ำไปด้วย แบ่งได้ 2 อย่างคือ

ตราสารตลาดเงิน คือลงทุนในตราสารที่มีอายุ ไม่เกิน 1 ปี ผลตอบแทนจะราวๆ 2-5% ซึ่งจะดีกับภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น เพราะเนื่องจาก duration น้อย จะมีการปรับให้เข้ากับอัตราดอกเบี้ยของตลาดเสมอ ส่วนใหญ่กองทุนประเภทนี้จะมีความคล่องสูงซื้อขายได้แทบทุกวัน
ตราสารหนี้ ลงทุนในตราสารตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ผลตอบแทนจะราวๆ 4-8% จะดีในภาวะดอกเบี้ยขาลง เนื่องจากมี duration นาน ดอกเบี้ยในตลาดนั้นปรับตัวลดลง จะทำให้ผลตอบแทนของตราสารหนี้ดีกว่า ส่วนใหญ่กองทุนประเภทนี้จะมีความคล่องไม่ค่อยมาก คือจะซื้อขายได้ประมาณเดือนละ 1 ครั้ง

2. กองทุนที่ลงทุนในรูปแบบตราสารทุน หรือเอาไปซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ผลตอบแทน % จะอยู่ที่ตั้งแต่ติดลบไปจนถึงเลข 2 หลัก ขึ้นอยู่กับว่าเอาไปลงทุนในบริษัทใดแบบใด ภายในหรือต่างประเทศ ความเสี่ยงก็จะอยู่ที่สภาวะตลาด การเมือง เศรษฐกิจ ถ้าต่างประเทศ ก็จะมีเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเงินเข้ามาด้วยขึ้นอยู่ว่ากองทุนได้มีการประกันความเสี่ยงด้านค่าเงินไว้หรือไม่ ทั่วๆ ไปกองทุนหุ้นมีอยู่ 2-3 แบบ คือ

กองทุนดัชนี ก็คือเอาไปลงทุนในหุ้นที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ โดยมีการปรับพอร์ตการลงทุนสม่ำเสมอตามสภาวะของตลาด และเน้นที่จะเอาชนะดัชนีตลาดหลักทรัพย์
กองทุนหุ้นปันผล จะเอาไปลงทุนในหุ้นที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เน้นบริษัทที่มีการปันผลสม่ำเสมอ กองทุนแบบนี้อาจจะมีนโยบายปันผลให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนด้วย
กองทุนอนุพันธ์ ซึ่งเอาไปลงทุนในตราสารอนุพันธ์ หรือการคาดคะเนมูลค่าในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นหุ้น หรือดัชนีต่างๆ เป็นต้น

3. กองทุนที่ลงทุนในทรัพย์สินต่างๆ ผลตอบแทนทั่วไปอาจจะวิ่งไปถึง 12 % แต่มีความเสี่ยงก็คือ เอาไปซื้ออะไร แล้วสภาพของสินทรัพย์นั้นเป็นอย่างไร เช่นเอาไปลงทุนสร้างหมู่บ้านจัดสรร เอาไปลงทุนซื้อทองคำ เป็นต้น

4. กองทุนผสม คือการลงทุนผสมกันในหลายๆ อย่าง ส่วนใหญ่คือการแบ่งสัดส่วนระหว่างตราสารหนี้และตราสารทุน ผลตอบแทนก็จะอยู่กลางๆ ความเสี่ยงก็จะอยู่ที่สัดส่วนว่าเอาไปลงทุนอะไร ถ้าเอาเงินส่วนใหญ่ไปลงทุนในตราสารทุนความเสี่ยงก็จะมาก เป็นต้น

เออ ผมพูดถึงผลตอบแทน นี่ประเมินคร่าวๆ เป็นรายปีนะครับ แต่จริงๆ แล้วการลงทุนผ่านกองทุน มันไม่ได้ เหมือนดอกเบี้ย แต่ใช้ส่วนต่างของ NAV หรือราคาหน่วยลงทุนจากวันแรก และวันที่ถอนออก เช่น ผมซื้อกองทุนนึง ราคา(NAV) วันที่ซื้อ เป็น 10.0000 บาท จำนวน 1 หน่วย ผมถือไป 10 วัน ราคาอยู่ที่ 10.0100 บาท ก็เอา 0.0100 นั้นมาคำนวน ว่าเป็นผลตอบแทนเทียบต่อปีเป็นเท่าไหร่

การที่จะรู้ว่าซื้อขายได้ราคาเท่าไหร่ ต้องรอให้มีการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ต่อหน่วยลงทุน (NAV) ตามความเป็นจริงของกองทุนนั้นก่อนจึงจะรู้ ซึ่งปรกติจะทำตอนสิ้นวัน ไม่ใช่ราคาที่เห็นในขณะนั้นนะครับ

ข้อดีอีกอย่างของการลงทุนรวมสำหรับบุคคลธรรมดาคือ ไม่มีภาระภาษีสำหรับกำไรส่วนต่างของราคาซื้อขาย (Capital gain) แต่ถ้ากองไหนมีเงินปันผลอาจจะต้องเสียภาษีสำหรับเงินปันผลอีก 10 %

สำหรับการเปิดบัญชีสำหรับซื้อขายกองทุนนั้น เช่นเดียวกับการเปิดบัญชีธนาคารเลยครับ หลักฐานที่ใช้ก็มีบัตรประชาชน สมุดเงินฝากธนาคาร ไม่ยุ่งยากอะไร อย่างแรกก็ศึกษาก่อนว่าเราต้องการซื้อกองทุนอะไรและจัดการโดยบลจไหน จากนั้นก็ดูว่าจะซื้อขายกับเขาอย่างไร สามารถผูกบัญชีโอนเงินผ่านธนาคารใดได้บ้าง

กลายเป็น ยาวไปอีกแล้ว ขออีกตอนละกันนะครับ ตอนหน้ามาดูว่าผมแบ่งสัดส่วนการลงทุนอย่างไร

ย้ำอีกครั้งว่า การลงทุนไม่ใช่การฝากเงิน และมีความเสี่ยง ผลประกอบการในอดีต ไม่ใช่เครื่องประกันการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนการลงทุน



Rating VS Censorship
April 28, 2007, 2:21 pm
Filed under: Socials

ปรกติสื่อที่จะถูกเผยแพร่ยังสาธารณะชน อาจจะต้องมีการพิจารณาความเหมาะสม วิธีที่นิยมใช้กันหลักๆ ก็มี 2 อย่าง นั่นคือ การเซ็นเซอร์ ภาพหรือสิ่งที่ไม่สมควรทิ้งไปเสีย และอีกอย่างคือการจัดลักษณะของเนื้อหาหรือที่เรียกว่า เรท

สำหรับบ้านเรานั้น แม้ว่าจะได้มีการนำระบบการจัดเรทมาใช้กับสื่อทีวี ป่านนี้แล้วก็ยังไม่รู้ว่าที่ทำๆ ไปสัมฤทธิ์ผลเพียงใด หรือทำเพราะกระแสสังคมก็ยังไม่ทราบได้ แต่อาจจะต้องรอเวลาพิสูจน์แล้วประเมินกันอีกที แต่สำหรับตัวผมเองนั้น มันแค่ภาพผ่านตา ก่อนเข้ารายการ แป๊บเดียวก็ลืมแล้วว่าเขาบอกว่าอะไร

วิธีที่ง่ายและทางการบ้านเราเลือกใช้มากที่สุดคือ การเซ็นเซอร์ หรือตัดมันทิ้งไปเลย เพราะไม่ต้องไปคิดมาก และควบคุมอะไรอีก ทีเดียวจบเลย ผมสนับสนุนให้ทำกับสื่อสาธารณะอย่างทีวีนะ แต่ภาพยนตร์นี่ผมว่าก็ยังไม่ถูกต้องเท่าไหร่นัก แต่เท่าที่ดูบ้านเราเหมือนหกคะเมนตีลังกา ต่างจากสังคมโลกเขา

บ้านเรานั้นเซ็นเซอร์แหลกจริงๆ ไม่ว่าจะเป็น ภาพ เสียงที่ไม่เหมาะสม โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงบริบท ปัญหาที่แก้ไม่ถูกจุด มันเลยสร้างปัญหาใหม่มาได้เรื่อยๆ โดยที่สังคมโดยรวมไม่ได้ดีขึ้นแต่อย่างใด ล่าสุดก็มาเกิดปัญหาอีกจนได้ กับหนังของคุณเจ้ย แสงศตวรรษ

ภาพยนตร์นี่มันต่างจากสื่ออื่นๆ ตรงที่มันออกจะมีความเป็นศิลปะ ที่รวบรวมไว้ด้วยแนวคิด ปรัชญา บริบทสังคม และการนำเสนอ ฉะนั้นการตัดทอนส่วนใดส่วนนึงทิ้ง อาจทำให้เสีย และไม่เป็นไปอย่างที่ผู้สร้างเขาอยากจะสื่อสาร

แต่หากมองในมุมของคนดูแล เขาก็บอกว่า กฎอย่างคร่าวๆ ก็มีบอกอยู่ ให้ยึดกรอบกฎหมายและประเพณีของสังคมไทยเป็นหลัก แล้วยังจะสร้างสรรค์ผลงานแบบนี้ออกมาอีก ก็ต้องถูกตัดทิ้ง ด้วยความที่สังคมไทยเป็นแบบนี้ แยกแยะระหว่างเรื่องจริง กับเรื่องแต่งไม่ออก ทางการก็ต้องทำการปกป้องสังคมโดยรวมไว้ก่อน

ประเทศเราไม่มีอะไรพอดีอยู่แล้วนิครับ ไม่มีอะไรตรงกลางจริงๆ อยู่แล้ว ทั้งๆ ที่ปากก็พร่ำสอนแต่สิ่งเหล่านี้เสมอ พอมีปัญหาขึ้นมาทีไร ก็จะแยกออกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายนึงก็จะเห็นใจทางผู้สร้างที่รังสรรค์งานศิลป์ อีกฝ่ายก็จะสวมบทคุณธรรมปกป้องสังคม บอกว่าไม่ได้ดูก็ไม่ตายหรอก แต่ถ้าได้ดู อาจจะทำให้สังคมเน่าแฟะ ด้วยการจินตนาการถึงสิ่งเลวร้าย

แต่มันก็ยังมีการเลือกปฏิบัติระหว่างหนังไทยกับฝรั่งอีก ซึ่งคาดว่าอาจจะใช้ 2 มาตรฐานในการจัดการ เพราะเขาคงคิดว่า บริบทมันต่างกัน คนไทยเห็นหนังฝรั่งก็อาจจะไม่ได้คิดถึงขนบประเพณีไทย แต่เห็นหนังไทยแล้วมันคิดถึงสิ่งที่เป็นอยู่ทุกเมื่ือเชื่อวันนี้ทุกครั้ง

แต่ก็ในเมื่อมันมีปัญหา แล้วสร้างความขัดแย้งเยอะแยะ แล้วทำไมไม่จัดเรทซะล่ะ…

คำตอบมันก็อยู่ที่ เรื่องนี้มันมีคนเข้ามาเกี่ยวข้องเยอะเหลือเกิน

– ผู้จัดจำหน่าย ด้วยความที่มีกลุ่มโรงภาพยนตร์อยู่ไม่กี่เครือ แล้วก็เป็นกลุ่มทุนอิทธิพลในวงการซึ่งมีความแข็งแกร่ง ทุกวันนี้เขาก็ไม่ได้อยากให้ความร่วมมือ เพราะเมื่อเทียบกับสัดส่วนคนที่ดูภาพยนตร์ในโรงแล้ว กลุ่มลูกค้าในบ้านเราไม่ได้กว้างขวาง การเรทด้วยอายุ อาจจะทำให้ยอดขายลดลงอย่างหนัก เขาอาจจะไม่สามารถอยู่ได้

– ผู้สร้างก็อย่างที่จะสร้างสรรค์ งานตามความคิดของตัวเอง โดยไม่มีข้อจำกัด (แต่ในความเป็นจริง เรื่องทุนก็เป็นข้อจำกัดอยู่แล้ว)

– ภาครัฐก็ไม่ได้เอาจริงเอาจัง โดยอาจะไม่ได้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้คือปัญหา และต้องแก้ไขโดยด่วน

ทางออก(ที่พูดง่ายแต่ทำยาก) ของเรื่องนี้คือ

1. ภาครัฐต้องจริงใจ และจริงจังที่จะมองเห็นปัญหา ออกกฎหมายควบคุมการชมภาพยนตร์และการจัดเรท พร้อมกับมีหน่วยงานดูแลชัดเจน ซึ่งต้องทำควบคู่ไปกับการให้การศึกษาประชาชนให้รู้จักแยกแยะ ว่าอะไรคือเรื่องจริง อะไรคือเรื่องแต่ง แล้วให้มีความรับผิดชอบในสิ่งต่างๆ

2. ผู้สร้าง อาจมีต้นทุนเพิ่มขึ้น โดยอยากสร้างอะไรก็สร้างออกมา แต่การตัดต่อนั้น ให้ทำในหลากหลายเวอร์ชั่น เช่น เวอร์ชั่นที่เหมาะสำหรับเด็ก เวอร์ชั่นที่เหมาะสำหรับวัยรุ่น ถ้าไม่เซ็นเซอร์เลย ก็ให้เหมาะกับผู้ใหญ่เป็นต้น เพราะการตัดโดยผู้สร้างย่อมดีกว่าตัดจากทางการ เพื่อไม่ให้ใจความเสียไป แต่ทั้งนี้ ก็คงต้องอยู่ในกรอบกฏหมายและประเพณี

3. ผู้จัดจำหน่าย หรือโรงภาพยนตร์ ก็อาจจะต้องยอมมีต้นทุนเพิ่ม โดยการฉายที่แตกต่างกันไปตามเรทนั่นอาจหมายถึงรอบฉายเพิ่มมากขึ้น แต่ช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับแต่ละวัยก็ต่างกันอยู่แล้ว อาจจะช่วยได้ แบบนี้เรื่องเดียวกันก็ยังขายได้ทุกกลุ่มเหมือนเดิม

ผมอยากให้อะไรเป็นไปในแนว win-win แบบนี้จัง



Thailand’s Theft of American Assets
April 26, 2007, 9:14 am
Filed under: Politics

ไทยแลนด์กำลังจะโดนข้อหาอย่างหนักหน่วงอีกครั้งเมื่อ NGO อย่าง USA for Innovation ของอเมริกาเริ่มไม่ปลื้ม โดยกล่าวว่า ไทยชอบละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของเขา ล่าสุด ดันไปละเมิดสิทธิบัตรยาของบริษัทอเมริกัน ซึ่งงานนี้ รมต ด้านสาธารสุขของเราต้องชี้แจง เพราะเขาเล่นหนัก และกล่าวถึงรัฐบาลที่มีที่มาจากรัฐประหารอย่างรุนแรง

โดยมาตรการตอบโต้ขั้นรุนแรงนี้ ได้มีการส่งหนังสือให้รัฐบาลสหรัฐตัดความช่วยเหลือหลายอย่างกับไทย และจะลงโฆษณาในนสพ The Wall Street Journal เต็มหน้า  ซึ่งมีเนื้อหาดังนี้

“Slouching Towards Burma
    Thailand’s Radical New Regime

    When military dictators take over by coup, the people lose. Right now,
    General Surayud Chulanont is steering Thailand the way of Burma.

    First, he lined military pockets with pay increases of $9 million and new
    military spending of $1.1 billion.

    Then the opposition started disappearing. Human Rights Watch last month
    released a report detailing 22 cases of targeted ‘disappearances’ by the
    Thai military in the southern provinces.

    Then the Ministry of Health threatened to kidnap American tourists. The
    military-appointed representative at the World Health Organization, Dr.
    Suwit Wibulpolprasert, proposed in January holding Western tourists
    hostage to bargain for flu vaccines.

    Then coup leaders hastily imposed draconian measures on foreign-owned
    companies — like capital controls, restrictions on business advertising
    and surveillance of Americans working in Thailand.  And now they are
    stealing American assets for military benefit.

    The new military-appointed Minister of Health, Mongkol Na Songkhla, has
    begun to override the patents on American medical innovations to
    strengthen manufacturing for the military-controlled Government
    Pharmaceutical Organization.

    The U.S. Patent and Trademark website claims that such theft costs America
    $250 billion and 750,000 jobs per year.

    In a global economy American innovation is our comparative advantage.  A
    study by USA for Innovation estimates that U.S. intellectual property
    today is worth between $5 trillion and $5.5 trillion, equivalent to about
    45 percent of the U.S. GDP and greater than the GDP of any other nation in
    the world.

    We urge President Bush and the Congress to Protect America’s Interest and
    the People of Thailand.”

 อ่านข่าวเต็มๆ ที่นี่นะครับ PRNewswire-USNewswire

ไม่รู้ว่าเรื่องนี้จะเป็นข่าวหรือเปล่า ถ้าเดาไม่ผิดอาจจะมองว่าเป็นเรื่องเล็กๆ อีกตามเคย 
ทางประธานคมช ท่านก็น่าจะออกมาบอกว่า อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่
ส่วนรัฐบาลก็คงจะรับลูก แล้วท่านนายกก็จะบอกว่าน่าจะเป็นการเข้าใจผิดกัน กำลังให้รมตที่เกี่ยวข้องดูแลอยู่
แต่ไม่รู้จะมีแผนประชาสัมพันธ์เชิงรุก เอาคืนโดยจัดคนไปประท้วงหน้าสถานทูตอเมริกาหรือเปล่านะ ฮ่าๆๆๆ

สุดท้ายก็สร้างภาพหลอกประชาชนไปวันๆ ว่า ทุกอย่างยังดีอยู่ ต่างชาติยอมรับเรา และไม่นานอะไรๆ มันจะดีขึ้น 



money matter
April 25, 2007, 5:51 am
Filed under: Economics

เคยได้ยินใครซักคนพูดว่า

“คนเราไม่ได้รวยจากเงินที่หามาได้หรอก แต่รวยจากเงินที่ไม่ได้ใช้ต่างหาก”

ผมชอบคำพูดนี้มาก แล้วก็เห็นถึงความจริงที่สุดแสนจะจริง ที่พูดแบบนี้ก็ไม่ได้องุ่นเปรี้ยวที่จะประชดรายได้ของตัวเองที่ไม่ได้มากมายอะไร แต่มันเป็นความจริงที่บอกว่า ถ้าต่อให้เราหาเงินมาได้มากแค่ไหน แต่สุดท้าย ถ้าคุมรายจ่ายไม่ได้ มันก็ยากที่เราจะไปถึงจุดหมาย

เคยคิดเล่นๆ แบบนี้หรือเปล่าครับ สมมติว่าไม่ต้องทำงานประจำ อยู่บ้านเฉยๆ แล้วมีรายได้เดือนละ หมื่นกว่าๆ จะอยู่ได้พอกินหรือเปล่า ถ้าคิดได้แบบนี้ ก็ต้องคิดต่อมาว่าแล้วจะทำยังไงให้เรามีรายได้เดือนละหมื่นกว่าๆ

คำตอบ ก็จึงมาหยุดที่ สิ่งที่เขาเรียกๆ กันว่า ให้เงินทำงาน

ทีนี้เราจะใช้เงินเรา ให้ทำงานให้เราได้อย่างไร

จริงๆ ปัจจุบันการให้เงินสร้างดอกออกผลนั้นทำได้หลายอย่าง มีเครื่องมือทางการเงินออกมาเยอะแยะเต็มไปหมด แต่เราก็คงต้องประเมินตัวเราเองก่อน ว่าเราเป็นคนแบบไหน เวลาส่วนใหญ่เราใช้ทำอะไร แล้วเรายอมรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้มากน้อยแค่ไหน

ผมลองเอาตัวเองเป็นกรณีศึกษา

ขั้นแรกประเมินว่า ที่ตัวเองจำเป็นต้องกินจำเป็นต้องใช้ แล้วหมุนเวียนเป็นเงินเท่าไหร่ ที่เหลือมันควรสร้างประโยชน์ทางการเงินให้เราได้ทั้งหมด ผมว่าเราไม่น่าใช้เกิน 30% ของเงินที่หามาได้ แต่มันก็แล้วแต่ภาระของแต่ละคน

ปรกติ เราก็เอาเงินฝากไว้ในออมทรัพย์ที่ธนาคารใช่ป่ะครับ ดอกเบี้ยได้ก็เหมือนไม่ได้ เพราะมันแสนจะน้อยแค่ 1-2% บางคนก็ไม่ได้สนใจอะไร ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมก็งงกับเขาว่า ทำไมถึงไม่ใส่ใจ แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงานด้วยความเหนื่อยยากต่อไป บางคนเริ่มได้สติ ก็จะหันมาหาตัวเลือกถัดมา นั่นคือเงินฝากประจำ

เราก็กวาดสายตามองออกไปรอบๆ ทั้งแบงค์ใหญ่แบงค์เล็ก ก็ให้พิจารณาดูดีๆ ว่าใครที่จะสามารถให้ผลตอบแทนกับเราได้ดีที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่มักที่จะเป็นแบงค์ขนาดไม่ใหญ่

เงินฝากประจำแม้จะไม่มีความเสี่ยงด้านเงินต้น แต่ก็มีความเสี่ยงด้านรายได้ ที่มีโอกาสจะไม่ได้รับหากถอนคืนก่อนกำหนด แถมมีภาระภาษีอีก 15%

จากการประเมินสถานการณ์บ้านเมืองแล้ว ดอกเบี้ยเงินฝากก็ทำตัวเป็นสาระวันเตี้ยลงๆ ทุกวัน ถึงประจักษ์ว่า เงินฝากธนาคารชักจะไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีสำหรับเราอีกต่อไป สิ่งที่มองต่อมาก็คือ เอาเราเอาเงินไปลงทุนอะไรซักอย่างดีกว่า แต่ไอ้ครั้นจะไปสร้างสรรค์อะไร โดยการลงทุนค้าขายอะไรนั้น บอกตามตรงว่า ไม่ค่อยถนัด แล้วผมก็ยอมรับความเสี่ยงที่จะขาดทุนมากขนาดนั้นไม่ไหว

เราจึงต้องมาประเมินต่อว่า เรายอมรับความเสี่ยงได้แค่ไหน ซึ่งกฎตายตัวของการลงทุนก็คือ High Risk High Return การลงทุนใดๆ ก็ตาม เราจึงไม่สามารถที่จะคาดหวังไว้ได้ว่า เงินต้นของเราจะยังคงอยู่เหมือนเดิม แต่โอกาสที่เราจะได้รับผลตอบแทนมากขึ้น หรือน้อยลงมีโอกาสมากกว่าเสมอ

ในอดีตที่ผ่านมา ผมเคยเอาเงินทุนส่วนนึงเข้าไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์(ตราสารทุน) ผมก็ยอมรับว่า เป็นทางนึงที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดี แต่ความเสี่ยงมันก็มีอยู่เยอะมาก เจ็บตัวมาก็เยอะมาก เราต้องติดตามสถานการณ์ของบริษัทตลอดเวลา และนี่เป็นส่วนที่จะทำให้เราเสียเปรียบพวกที่รู้ก่อนล่วงหน้า หรือมีคนในอยู่ในบริษัท ที่เขาเรียกกันว่า insider นอกจากนั้นมันยังขึ้นอยู่กับสภาพทางเศรษฐกิจ นโยบายรัฐอะไรอีกหลายอย่าง เช่นเมื่อเราอ่านข่าว ต้องมานั่งตีความว่า มันมีผลกระทบกระเทือนอะไรกับหุ้นที่เราถืออยู่หรือเปล่า หลักการอันแสนง่ายที่ทำยาก นั่นคือ ข่าวดี(สีเขียว)ให้ขาย ข่าวร้าย(สีแดง)ให้ซื้อ มันต้องทำการฝึกจิตอีกหลายปี ตอนนี้ผมยอมรับว่า ยังไม่พร้อม เมื่อเราคิดว่าเราซื้อถูกแล้ว จะรู้ได้อย่างไรว่าไม่มีถูกกว่านี้

แล้วเราก็มาดูว่า งั้นเขามีอะไรให้เราเล่นได้อีกบ้าง 

ตราสารเงิน ตราสารหนี้ พันธบัตร ตราสารทุน อนุพันธ์ ทองคำ เงินตราต่างประเทศ blah blah blah…

จะเห็นว่าเยอะแยะ ตาลายไปหมด เป้าหมายของเราคือ ซักวันนึงเราจะหยุดทำงานแล้วนอนกินดอกผล แต่ไม่ใช่ตอนนี้ ฉะนั้น เราก็จำเป็นต้องทำงานประจำอยู่ เราคงไม่มีเวลาไปนั่งเฝ้าสิ่งเหล่านี้ได้ตลอด ฉะนั้นเราต้องเลือก

ผมจึงเลือกที่จะเล่นบางตัวเท่านั้น ฉะนั้นตอนนี้ผมเลือก ตราสารเงิน ตราสารหนี้ พันธบัตร และตราสารทุน (จริงๆ ทองคำน่าสนใจ และไม่มีวันมีค่าเป็นศูนย์ แต่ทำไมผมไม่ค่อยชอบซื้อทองก็ไม่รู้) เหลือบขึ้นไปดู อ้าว ก็เลือกเกือบหมดทุกอย่าง แต่เปล่า ผมไม่ได้ลงทุนเอง ผมใช้วิธีลงทุนผ่านกองทุน

จริงๆ แล้ว บางอย่างเราสามารถเล่นด้วยตัวของเราเองได้ แต่บางอย่าง ถ้าทุนน้อยไม่สามารถเล่นได้ ซึ่งมันก็จะมีข้อจำกัดอะไรแตกต่างกันไป แต่ข้อจำกัดมันก็จะลดลงถ้าเราลงทุนผ่านสถาบันด้านการเงินที่เขาเรียกว่า บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน หรือ บลจ. แนวคิดก็คือ เราต้องการลงทุนในอะไรหลายๆ อย่าง แต่ไม่มีเวลาหรือสติปัญญาลงทุนเอง ก็เหมือนเราเอาเงินไปทำกองทุนรวมกับคนอื่น แล้วก็เลือกว่า เราจะลงทุนในอะไร มีความเสี่ยงอย่างไร แล้วก็ให้คนมาช่วยบริหาร แล้วเขาก็คิดค่าใช้จ่ายในการบริหารนิดหน่อย

ทีนี้เมื่อเรารู้จักกับช่องทางในการสร้างดอกผลที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อนมากนักเพิ่มมาอีก 1 ช่องทางแล้ว ต่อไปผมก็ต้องมาประเมินว่า แล้วเราจะจัดสรรเงินในการลงทุนในกองทุนต่างๆ อย่างไร เพื่อไม่ให้เสี่ยงจนเกินไป และผลตอบแทนกำลังดี

ไว้ต่อตอนหน้าแล้วกันครับ



Imagination is more important than knowledge
April 24, 2007, 5:01 pm
Filed under: Socials

วันนี้เห็นกระทู้นึงที่หว้ากอในพันทิป มีคนถ่ายรูปท้องฟ้าจำลองมาให้ดู เห็นแล้วจะว่าขำก็ขำนะครับ

เจ้าของกระทู้นำเสนออุปกรณ์จัดแสดงทางวิทยาศาสตร์ ที่ท้องฟ้าจำลองแห่งใหม่ ที่เพิ่งเปิดใหม่แถวรังสิตไม่นานมานี้

เพิ่งเปิดได้ไม่กี่เดือน ปรากฎว่ามีของชำรุดเสียหาย กำลังปรับปรุงมากมาย นับสิบชิ้น คิดอีกแง่มุมนึง หรือว่ายังสร้างไม่เสร็จ แต่ถ้ายังไม่เสร็จ ไม่พร้อมที่จะเปิดจริงๆ แล้วก็ไม่ควรจะเปิด ปิดปรับปรุงไปเสียเลยยังดีกว่าให้ออกมามีลักษณะแบบนี้ ชิ้นสองชิ้นผมก็ว่าเยอะแล้ว แต่นี่มันเยอะเกินไป จนรู้สึกว่าน่าเสียดายเวลา ถ้าต้องไปดูที่ที่เต็มไปด้วยของชำรุดเสียหาย

บางอันค่อนข้างเลวร้าย ติดป้ายไว้ว่า “ห้ามเล่น โดยไม่มีเจ้าหน้าที่” ผมไม่รู้ว่ามันคือวัตถุอันตรายหรือเปล่า หรือว่ากลัวพัง

แต่ว่าที่นี่คือพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ไม่ใช่เหรอครับ ทุกสิ่งทุกอย่างควรจับได้ เล่นได้ เพราะมันคือการเรียนรู้ทั้งสิ้น แล้วจะมีเจ้าหน้าที่ประจำเครื่องเล่นได้ทุกชิ้นหรือเปล่า แล้วทำไมเขาถึงออกแบบมาแบบนั้น ก็รู้ว่ากลุ่มเป้าหมายที่จะต้องเข้ามาใช้ส่วนใหญ่อาจจะเป็นเด็ก แล้วทำไมไม่ออกแบบมาให้เหมาะสมแข็งแรงสำหรับการเล่นซนของเด็ก

เรื่องที่น่าเสียใจคือ ไม่รู้จะตำหนิใครดี สุดท้ายคงหนีไม่พ้นงบประมาณ แล้วก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจอันจะบ่งบอกว่า นี่เป็นแค่ตัวอย่างนึงของการเรียนรู้ในเรื่องต่างๆ ที่จะเป็นพื้นฐานของการพัฒนาประเทศ ที่สุดแล้วมันก็ไม่ได้รับการใส่ใจเหมือนเดิม ถูกสร้างกันอย่างง่ายๆ ตามระบบราชการ

เพราะสถานที่ราชการตามความรู้สึกนึกคิดแล้ว ไม่ควรถูกสร้างอย่างดี สวยงาม ไม่ควรใช้ของดีมาก ถึงแม้จะไว้เพื่อบริการประชาชนก็ตาม ซึ่งนั่นก็ไม่รู้ว่าเป็นเวรเป็นกรรมอะไรของคนไทยผู้เสียภาษีให้แก่รัฐ

อีกอย่างนึงที่ผมไม่ค่อยเข้าใจคือทำไมหน่วยงานแบบนี้ ต้องถูกเอาไปไว้นอกเมือง ที่ที่เดินทางไปก็ลำบาก แล้วจะมีซักกี่คนที่จะยอมเสียเวลาทั้งวัน เพื่อที่จะไปเยี่ยมชมศึกษาหาความรู้ การอยู่นอกเมืองแม้อาจจะลดค่าใช้จ่ายอะไรได้หลายอย่าง แต่ว่าก็ต้องคิดให้ดี ประเมินคู่ไปกับสิ่งที่จะได้รับ และวัตถุประสงค์ต่างๆ ว่าสุดท้ายแล้วมันคุ้มค่าหรือไม่ ถ้าตามสมมติฐานนี้ เขาก็คงคิดกันดีแล้วล่ะมั้งครับ ถึงได้ย้ายออกไป

เห็นแล้วก็อดหันกลับมามองหน่วยงานของตัวเองไม่ได้

ถ้าในอนาคตเจอเหตุการณ์เดียวกับเขาแบบนี้จะทำอย่างไรกัน ได้ไปอยู่ในที่ที่ไม่ค่อยตอบสนองโจทย์ แถมยังไม่ใช่เปลี่ยนแปลงเริ่มต้นใหม่เพื่อไปสู่สิ่งที่ดีกว่าอีก หึหึ ไม่อยากจะคิด…

สำหรับคนไทยแล้ว อาจจะจริงของไอน์สไตน์ก็ได้ ที่บอกว่า

“จินตนาการสำคัญกว่าความรู้”



my humble
April 23, 2007, 6:07 am
Filed under: Life

“ไม่มีใครที่จะทำให้เรารู้สึกต่ำต้อยได้หรอก ถ้าเราไม่ยินยอม”

ทั้งๆ ที่ผมจำประโยคนี้ได้ขึ้นใจ แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไม ในชีวิตที่ผ่านมา ผมก็ดันยอมให้ใครๆ ทำให้ผมรู้สึกแบบนี้ได้เสมอ

 ผมเป็นใครกัน…

 แม้ในปัจจุบันจะมีหลายคนที่บอกว่าผมสามารถทำโน่นทำนี่ได้ แต่มันก็ยังมีปมในใจคือ เราจะสามารถทำอย่างที่ใครเขาคาดหวังได้จริงน่ะเหรอ

พื้นฐานชีวิต ที่เกิดมาจากครอบครัวที่เคยยากลำบากมาก่อน เรียนในโรงเรียนที่ไม่ได้มีชื่อเสียง รู้สึกแปลกๆ ทุกครั้งถ้าใครถามว่า จบจากโรงเรียนอะไร ก็ไม่ได้อายอะไรหรอกครับ แต่ตอบไปก็ไม่มีใครรู้จัก เรียนในมหาวิทยาลัยต่างจังหวัด ต่อที่สถาบันที่มีชื่อเสียงในกรุงเทพ และถึงแม้ว่าจะจบมาด้วยเกรดที่ค่อนข้างจะสูง แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันอนาคต

ข้อเสีย
ผมนั้นค่อนข้างที่จะพูดไม่เก่ง ถนัดที่จะคิดแล้วก็ทำเสียมากกว่า ค่อนข้างที่จะจริงจังกับเรื่องที่ทำในทุกๆ อย่าง ฉะนั้นหลายคนที่ไม่รู้จัก หรือไม่เข้าใจ จะนึกว่า ผมเงียบและไม่ค่อยยุ่งกับใคร ซึ่งเป็นข้อเสียที่แก้ไม่หาย   

ข้อดี
อาจจะเป็นโชคที่ดีของผมที่สามารถเรียนรู้และเข้าใจอะไรๆ ได้เร็ว ทำให้อะไรๆ มันเป็น เพราะผมไม่ได้ชอบอ่านหนังสือ แต่ผมชอบดู คิดและสังเกต จึงมีข้อสงสัยให้ไปตามหาคำตอบอยู่เสมอ

ตอนเรียนจบใหม่ๆ นั้น ผมค่อนข้างจะไม่ได้ห่วงอนาคตเท่าไหร่ เพราะไม่เคยมีที่ไหนปฏิเสธการเข้าทำงานของผมเลย ผมยังจำได้ตอนสัมภาษณ์เข้างานในที่แรกๆ ซึ่งเป็นสถาบันการเงินที่มีชื่อเสียงและมีความมั่นคงมากๆ ได้มีการถามเรื่องความมั่นคงของการทำงาน ทางที่นั่นก็ได้ตอบกลับมาว่า

“ที่งานน่ะมั่นคง แต่คนสิ ไม่รู้จะมั่นคงหรือเปล่า” ช่างเป็นความจริง ที่พูดไม่ออกเลย

ตอนที่ทำงานแรกๆ ผมรู้สึกว่าทำให้ทางบ้านภูมิใจหลายๆ อย่าง อยู่ในตำแหน่งหน้าที่การงาน การเงิน น่าจะดีกว่าเพื่อนๆ ในระดับเท่าๆกัน แต่เมื่อทำงานไปได้ซักพัก ผมก็บอกกับตัวเองว่า สิ่งที่ทำอยู่มันยังไม่ใช่ ผมเครียด กลับมานั่งทุกข์ใจหลายหน ในที่สุดก็ตัดใจลาออกมาอยู่ที่ทำงานในปัจจุบัน TCDC

จากสายงานไอทีระบบทางการเงิน ที่เน้นไปในการพัฒนาระบบอย่างจริงจัง มาสู่ระบบห้องสมุด การทำงานที่อาศัยการวางแผนเพื่อตอบสนองต่อปัญหาด้านการปฏิบัติงานและการให้บริการ มันเป็นอะไรที่แปลกใหม่สำหรับผม ได้คิด ได้ลองทำโน่นทำนี่หลายอย่าง อันไหนที่ประสบความสำเร็จก็รู้สึกดีใจที่มีคนชื่นชม ผมยอมรับว่า ผมรักในงานปัจจุบันเข้าให้แล้ว

ผมได้มาอยู่กับวงการห้องสมุด วงการที่ดูเงียบๆ คนที่ทำงานบ้างก็รู้สึกว่าเป็นวิชาชีพที่ไม่ค่อยได้รับการเหลียวแล ก็เริ่มเห็นว่ามีอะไรให้ทำอีกมากมายเหลือเกิน คนภายนอกอาจคิดว่า เป็นอะไรที่ง่ายๆ วงการนี้จึงไม่ได้เคยรับการดูแลและพัฒนา คนอาจจะสงสัยว่าพวกบรรณารักษ์เขาทำอะไรกัน ผมเองก็เคยคิดแบบนั้น แต่พอได้เข้ามาทำงานจริงๆ ถึงได้รู้ว่ามันเป็นอะไรที่ค่อนข้างซับซ้อน ทำอย่างไรจะทำให้ผู้ใช้เกิดความสะดวกรวดเร็ว และเข้าใจง่าย เป็นสิ่งที่ต้องการการพัฒนาเป็นอย่างมาก

หลายๆ คนเค้าบอกว่า คนที่ทำงานที่นี่ ได้เงินเดือนเท่าโน้นเท่านี้ แล้วก็มาถามผม ผมก็ตอบว่า ไม่รู้ว่าใครได้เท่าไหร่หรอก แต่ที่ผมรู้คือ ผมไม่ได้ได้อะไรอย่างนั้น ผมมาอยู่ที่นี่เพราะอยากลองทำอะไรแปลกใหม่ดูบ้าง เงินเดือนก็ได้น้อยกว่าเดิม ในขณะที่ตอนนี้เพื่อนๆ ก็เจริญรุดหน้าในหน้าที่การงานมีเงินเดือนเยอะแยะกันไปเกือบหมดแล้ว ผมกลับยังพอใจกับจุดที่ผมยืนอยู่ เหมือนว่าผมยังมองเห็นโอกาสที่จะได้ทำโน่นทำนี้ให้กับวงการห้องสมุดนี้ ผมเริ่มเข้าใจกับคำว่า

“ได้ทำงานที่ตัวเองรัก มันเป็นกำไรของชีวิต”

(ไม่รู้จะคิดแบบนี้ได้อีกถึงเมื่อไหร่ ฮ่าๆๆ)

สถานการณ์บ้านเมืองเปลี่ยนไป อะไรๆ ก็เปลี่ยนไป ผมก็เริ่มจะหวั่นไหวกับอุดมการณ์ของตัวเอง ที่บ้านผมเริ่มถามบ่อยๆ ว่า คิดกับอนาคตไว้ยังไง ผมเริ่มไม่รู้ว่าจะตอบยังไง มันเหมือนคนที่รู้สึกว่าตัวเองร่วมเป็นเจ้าของในกิจการงานอะไรซักอย่าง เห็นมันมาตั้งแต่ต้น ทุ่มเทมันลงไปด้วยกำลังมันสมองทั้งหมด ก็เลยคิดว่า อยากอยู่ดูให้รู้ว่าแล้วมันจะเป็นอย่างไรต่อไป

แต่ถึงไม่ว่ามันจะเป็นอย่างไรต่อไปก็ไม่เป็นไร

ทำอะไรตอนนี้ให้มันดีต่อไปดีกว่า เพื่อในอนาคตข้างหน้า จะมีคนเอาแนวคิดอะไรที่เราได้คิดได้ทำไว้ ไปทำให้เกิดประโยชน์กับส่วนรวมได้มากขึ้น