|m Le’ chArt


resignation
May 31, 2007, 11:21 pm
Filed under: news

ดูข่าวเรื่องการลาออกของประธานธนาคารโลก Paul Wolfowitz ที่จะอยู่ในตำแหน่งถึงวันที่ 30 มิย นี้ แล้วเอากลับมาคิดได้อะไรหลายอย่าง วันก่อนมีคนวิเคราะห์ข่าวคนนึงพูดประมาณว่า อย่างนายพอล พอเขามีปัญหาโดนกล่าวหาว่าไม่สุจริต แค่เรื่องเดียว เขาก็ตัดสินใจลาออก คนก็ชื่นชม ผิดกับอดีตผู้นำบางประเทศ มีปัญหาทุจริตเต็มไปหมด ไม่ยอมลาออก จนวันนี้ไม่มีแผ่นดินจะอยู่

มันก็เลยเกิดข้อสงสัยว่า จริงๆ แล้วมันควรเป็นยังไงกันแน่ แล้วถ้าเป็นเรา เราจะทำอย่างไร

อย่างกรณีของนายพอล ไม่รู้ว่า จริงๆ แล้วเขารู้สึกว่ามันผิดก็เลยลาออก หรือ ลาออกไปก่อนจะได้ให้คนอื่นเขาตรวจสอบ ลดการครหา แต่ประชาชนคนอ่านข่าวแบบผม พออ่านแล้วก็รู้สึกว่า เออ เขาก็ทำถูกที่เขาลาออก รู้สึกว่าเขาอาจจะผิด แต่ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ผมก็ไม่รู้รายละเอียด

ก็เลยได้คิดต่อว่า ถ้าเราไม่ได้ทำผิดอะไร หรือไม่รู้สึกว่าเราทำผิดอะไร จริงๆ แล้วเราควรแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกหรือเปล่า เวลามีปัญหา มันเป็นธรรมเนียมของผู้ใหญ่ที่มีจริยธรรมที่ต้องทำแบบนั้นหรือเปล่า สมมติว่าลาออกแล้ว แต่เราไม่ผิด คนจะเข้าใจเราหรือไม่ว่า เราต้องการลาออกไม่ได้ เพราะผิด แต่เป็นแค่เพราะลดแรงกดดันอะไรก็แล้วแต่

มองไปมองมา ปัญหามันอาจจะอยู่ที่สื่อด้วยประการนึง ที่เวลามีข่าวเลวร้ายมักประโคมข่าวใหญ่โต แต่พอศาลตัดสินแล้ว ถ้าไม่เป็นไปตามนั้น ผมมักเห็นข่าวพวกนี้มักจะอยู่หน้าใน สรุปแล้วคนทั่วไป ก็ได้เชื่อไปแล้วตอนมีข่าวครั้งแรก แล้วก็ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วเป็นอย่างไรในภายหลัง ซึ่งเป็นสิ่งที่ดูเหมือนไม่ค่อยยุติธรรมเท่าไหร่

แต่เขาว่ากันว่า คนที่เป็นผู้ใหญ่ ต้องคิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว แนวทางไหนสังคมโดยรวมได้ประโยชน์มากกว่ากัน คงต้องเป็นทางนั้น

ฟังดูดี ดูง่าย แต่ทางท่าจะทำยากเหมือนกัน คนเราจะหนีพ้นการคิดถึงตัวเองได้จริงๆ น่ะเหรอ เพราะดีไม่ดีก็อาจจะเข้าข้างตัวเองอีก เช่นคิดว่าถ้าไม่มีเรา อะไรๆ ต้องมีปัญหาแน่ๆ ซึ่งความจริง อาจจะเป็นแบบนั้นก็ได้ หรือไม่เป็นแบบนั้นก็ได้

ปวดหัว เลิกคิดดีกว่า

 ฮ่าๆๆๆ

Advertisements


Ideal Toilet
May 29, 2007, 11:35 pm
Filed under: Design

พูดถึงเรื่องส้วมแล้วขออีกตอนละกันครับ ส้วมที่สุดยอดที่สุดในโลกคงหนีไม่พ้นจีน ดูรูปสิ…นั่งไปคุยกันไปได้ด้วย

แต่อะไรแบบนี้ ก็คงพอที่จะรู้ๆ กันแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จีนกำลังจะเป็นเจ้าภาพโอลิมปิคในปี 2008 มีการปฏิวัติสิ่งที่เขาคิดว่าเป็นจุดอ่อนด้านการท่องเที่ยวของตัวเองแทบทั้งหมด และเขาก็รู้กันดีว่า ส้วม เป็นปัญหาวิกฤตระดับชาติ

สมมติมีโจทย์อยู่ว่า โลกในปัจจุบันต้องประหยัด โดยเฉพาะน้ำ ที่มีต้นทุนสูงขึ้นทุกที คุณจะออกแบบอย่างไรให้ส้วมของคุณประหยัดน้ำมากที่สุด

แต่คนจีนมีสมองอันน่ามหัศจรรย์ พอได้โจทย์แบบนี้ เขาก็กล้าที่จะบอกว่า สามารถคิดส้วมสาธารณะที่ไม่ใช้น้ำเลย แถมมีความ(น่าจะ)สะอาดอีกต่างหาก ออกมาได้ทันที และปัจจุบันมีการใช้จริงแล้ว อีกต่างหากที่แถวกำแพงเมืองจีน ลองดูรูปแล้วจินตนาการสิครับ ว่ามันทำงานยังไง

 

ส้วมที่เขาออกแบบนี้ ใช้ระบบไฟฟ้าครับ บริเวณผนังห้อง จะมีปุ่มนึงไว้กดครับ พอกดปุ๊บ มอเตอร์ก็จะดูดพลาสติกที่รองรับของเสีย ลงไปบ่อเกรอะด้านล่าง รวมถึงส่วนที่ใช้รองนั่งด้วย หมุนเอาพลาสติกชิ้นใหม่ที่ยังไม่มีการใช้ขึ้นมาตรงบริเวณฝารองนั่งแทน

ฟังดูก็สะอาดดีนะครับ ว่ามะ แต่สำหรับผู้หญิงคงลำบากหน่อยที่จะเชื่อใจ

 ยังไงผมก็ว่า เขาคิดได้ดีนะครับ แต่อาจจะต้องมีการพัฒนาด้านการออกแบบกันไปอีกไกลเลยทีเดียว



Public Toilet
May 28, 2007, 10:26 am
Filed under: Socials

วันก่อนได้ดูรายการจุดเปลี่ยน เขามีข้อสงสัยว่า ที่ห้องน้ำสาธารณะมันสกปรก เป็นเพราะใครกันแน่

คนใช้ไม่ช่วยกันดูแล หรือ คนทำความสะอาดดูแลไม่ดี

เป็นคุณเวลาเข้าห้องน้ำสาธารณะแล้วคิดยังไงกับมันครับ ถ้ามันสะอาดอยู่แล้ว จะดูแลให้มันสะอาดต่อไป หรือถ้ามันสกปรกอยู่แล้ว ก็ยิ่งช่วยให้มันสกปรกมากขึ้นหรือเปล่า

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เขาได้มีเกณฑ์มาตรฐานสำหรับส้วมสาธารณะ ไว้ 16 ข้อ ดังนี้

 1 พื้น ผนัง เพดาน โถส้วม ที่กดโถส้ม โถปัสสาวะ ที่กดโถปัสสาวะ สะอาด ไม่มีคราบสกปรก อยู่ในสภาพดี ใช้งานได้
2 น้ำใช้สะอาด เพียงพอ และไม่มีลูกน้ำยุง ภาชนะเก็บกักน้ำ ขันตักน้ำ สะอาด อยู่ในสภาพดี ใช้งานได้
3 กระดาษชำระเพียงพอต่อการใช้งานตลอดเวลาที่เปิดให้บริการ (อาจจำหน่ายหรือบริการฟรี) หรือสายฉีดน้ำชำระที่สะอาด อยู่ในสภาพดี ใช้งานได้
4 อ่างล้างมือ ก๊อกน้ำ กระจก สะอาด ไม่มีคราบสกปรก อยู่ในสภาพดีและใช้งานได้
5 สบู่ล้างมือ พร้อมให้ใช้ ตลอดเวลาที่เปิดให้บริการ
6 ถังรองรับมูลฝอย สะอาด มีฝาปิด อยู่ในสภาพดี ไม่รั่วซึม ตั้งอยู่ในบริเวณอ่างล้างมือ หรือบริเวณใกล้เคียง
7 มีการระบายอากาศดี และไม่มีกลิ่นเหม็น
8 สภาพท่อระบายสิ่งปฏิกูลและถังเก็บกักไม่รั่ว แตก หรือชำรุด
9 จัดให้มีการทำความสะอาด และระบบการควบคุม ตรวจตรา เป็นประจำ
10 จัดให้มีส้วมนั่งราบสำหรับผู้พิการ ผู้สูงวัย หญิงตั้งครรภ์และประชาชนทั่วไปอย่างน้อยหนึ่งที่
11 ส้วมสาธารณะพร้อมใช้งานตลอดเวลาที่เปิดให้บริการ
12 บริเวณที่ตั้งส้วมต้องไม่อยู่ที่ลับตา / เปลี่ยว
13 กรณีที่มีห้องส้วมตั้งแต่ 2 ห้องขึ้นไป ให้แยกเป็นห้องส้วมสำหรับชาย – หญิง โดยมีป้ายหรือสัญญลักษณ์ที่ชัดเจน
14 ประตู ที่จับเปิด – ปิด และที่ล๊อคด้านใน สะอาด อยู่ในสภาพดี ใช้งานได้
15 พื้นห้องส้วมแห้ง
16 แสงสว่างเพียงพอ สามารถมองเห็นได้ทั่วบริเวณ

และถ้าเอาเกณฑ์มาตรฐานนี้ ไปวัดกับส้วมสาธารณะทั่วประเทศ ก็มีจำนวนที่น้อยมาก ที่จะผ่านเกณฑ์ รายการจุดเปลี่ยนเขาลองสำรวจแม้กระทั้งส้วมสาธารณะให้ห้องชื่อดัง อย่างเอ็มโพเรี่ยม ก็ยังไม่วายมีข้อบกพร่อง

ทีนี้ผมลองย้อนกลับมาดูที่ทำงานผมบ้าง TCDC ที่เขาลือกันว่าห้องส้วมสะอาดมาก แต่เมื่อถ้าเอาเกณฑ์ทั้ง 16 ข้อมาเทียบ ก็ยังมีบางข้อที่อาจจะยังไม่ผ่านเกณฑ์

ห้องน้ำที่ TCDC

แม้จะมีความสะอาดอย่างมาก แต่ก็อาจจะยังมีปัญหาเรื่องการระบายอากาศเนื่องจากระบบอาคารไม่ค่อยเอื้ออำนวย มีครั้งนึงผู้ใช้มาสูบบุหรี่ในห้องน้ำ ซึ่งน่าแปลกใจว่าประเทศเรามีกฎหมายห้ามสูบบุหรี่ในอาคารมาตั้งนานแล้ว ก็ยังมีคนทำอีก ทำให้ห้องน้ำตลบอบอวนไปด้วยควันบุหรี่อยู่นานมาก และที่มีปัญหาที่ยังหาทางแก้อยู่สำหรับในห้องน้ำชายก็คือ ผมว่าอาจจะเป็นความพลาดของคนเลือกสุขภัณฑ์อยู่นิดนึง ตรงที่เลือกให้ก๊อกน้ำล้างมือเป็นแบบเซ็นเซอร์ ส่วนที่กดโถปัสสาวะ ก็มีลักษณะเป็นอย่างรูปนี้น่ะครับ

 

แม่บ้านของผมก็ต่างพากันปวดหัวเพราะ คนใช้เข้ามามักไม่ค่อยกดน้ำ ซึ่งที่กดมันจะอยู่ด้านบน ซึ่งคนที่ไม่ได้มาบ่อยๆ จะนึกว่า เป็นระบบเซ็นเซอร์อัตโมมัติเหมือนกัน อันนี้จะว่าผู้ใช้ก็ไม่ค่อยเต็มปาก เพราะปรกติเวลา educate ผู้ใช้อะไรซักอย่าง มักจะให้ใช้พฤติกรรมที่คล้ายๆ กันทั้งระบบ อันนี้มีอยู่ 2 ระบบ ต้องอาศัยการสังเกตของผู้ใช้เอง แต่จะเอาป้ายมาติด อาจจะทำให้เสียทัศนียภาพอยู่เหมือนกัน สิ่งที่ต้องดูต่อไปคือ ถ้าสมมติว่าเขารู้ว่ามันกดได้ อย่างเด่นชัด ถ้าเขายังไม่กดอีกนี่สิ สังคมน่าจะเริ่มมีปัญหา น่าทดลองอยู่เหมือนกัน



The Queen of Pattani
May 27, 2007, 11:49 am
Filed under: Entertainment

เห็นคุณนนทรีย์ กำลังทำหนังเรื่องปืนใหญ่โจรสลัด โดยตอนแรกใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า Queen of Pattani เห็นครั้งแรกตกใจเลย ว่าทำไมถึงกล้า ไม่กลัวปัญหาการเมืองเหรอ แต่ภายหลังได้ข่าวว่าเปลี่ยนชื่อไปแล้ว

วันก่อนได้ฟังคุณนนทรีย์กับคุณเอก เอี่ยมชื่น มาพูดถึงการกำกับเรื่องนี้ที่ TCDC มีอะไรที่น่าสนใจเยอะทีเดียว

เขาเล่าให้ฟังถึงการทำงานร่วมกัน แบบเป็นคู่บุญกันมา นนทรีย์กำกับ เอกทำโปรดักชั่นดีไซน์ให้ หลายต่อหลายเรื่อง โดยเราที่เป็นคนดู ก็จะเห็นการพัฒนาการของคู่นี้มาเป็นลำดับ ในระยะแรก ด้วยความที่ทั้งคู่จบ dec มา ไม่ได้รู้เรื่องทำหนังเท่าไหร่ ส่วนใหญ่คิดสิ่งต่างๆ จากภาพ และบรรยากาศ เลยเอาความสวยงามของฉากมาเป็นจุดขาย กลบข้อด้อยจุดอื่นๆ เอา design มาข่มการแสดง ก็อาจจะเป็นอะไรที่เราเห็นกันดาดดื่นในหนังไทยทั่วไป ที่ดูหนังไทยพากันสงสัยว่า ทำไมหนังไทยถึงทำโปสเตอร์ได้สวยจัง หรือ ตัดหนังตัวอย่างดีจัง แต่เรื่องจริงๆ ไม่มีอะไรเลย

เขาเลยคิดว่า จะเป็นอย่างนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว เขาจึงต้องมีการศึกษาด้านการแสดงอย่างจริงจัง เพราะการแสดงที่จะถ่ายทอดออกมาดีได้ แค่ความรู้สึกว่ามันควรเป็นแบบนั้นแบบนี้ไม่พอ มันต้องมีความสมจริงกว่านั้น ซึ่งผู้กำกับต้องเข้าใจ เขาเลยได้ศึกษา เรียนรู้และพัฒนามาเรื่อยๆ  

ส่วนด้านคุณเอก ก็มีการศึกษามากขึ้น วิจัยมากขึ้น อย่างในเรื่องล่าสุด ก็มีการศึกษาวิจัยแหลมมาลายู จากสมัยที่เคยทำเรื่อง 2499 ใช้เงินทำ production แค่ล้านเดียว มาถึงเรื่องล่าสุดที่ใช้เงิน 9 ล้าน เขาบอกว่า เวลาที่ผ่านมา ทำให้เขาใช้เงินได้คุ้มค่ามากขึ้น งานก็จะมีคุณภาพมากขึ้น มีคำนึงที่โดนใจคือ คนคิดทำหนังไทยต้องคิดให้มันออกจากกรอบนี้เสียที ที่พอพูดถึงจะทำหนังเกี่ยวกับความเป็นไทย ต้องมีฉาก กัดปลา ตีไก่ ทุกทีไป ทั้งๆ ที่มันคงไม่ใช่ แค่แฝงไว้ซึ่งปรัชญาการใช้ชีวิตหรือทัศนคติแบบไทยก็พอ

ผู้สร้างหนังเรื่องนี้ได้จับเอาประวัติศาสตร์มาศึกษาเรียบเรียง ใส่ความเป็นแฟนตาซีลงไป ยังกะ Pirates of the Caribbean ผมเห็นตัวอย่างหนัง ถึงกับอึ้งของพัฒนาการของวงการหนังไทย ดูหนังของคุณนนทรีย์มาก็หลายเรื่อง ดูว่าเรื่องนี้น่าจะคือสุดยอดของแกแล้ว ใช้งบประมาณกว่า 200 ล้านบาท หนังเรื่องนี้คาดหมายที่จะขายทั่วโลกได้ในปี 2008 โดยสหมงคลฟิล์ม

เนื่อเรื่องย่อก็ประมาณ
ในสมัยนึงของลังกาสุกะ ราชินีฮีเจาได้สั่งซื้อมหาปืนใหญ่ (ซึ่งเขาว่าเป็นกระบอกเดียวกันกับหน้ากระทรวงกลาโหมในปัจจุบัน) ระหว่างทางโดยโจรสลัดแย่งชิง ทำให้ปืนใหญ่จมสู่ท้องทะเล ทางโจรสลัดก็พยายามที่จะยึดลังกาสุกะ พร้อมๆ กันพยายามกู้มหาปืนใหญ่ขึ้นมาด้วย ทางลังกาสุกะจะมีคนดีมาช่วยอย่างไร คงต้องไปติดตามในโรงนะครับ เรื่องนี้ มีเวทย์มนต์เข้ามาใช้ในการต่อสู้อย่างมากมาย น่าตื่นตาตื่นใจมากๆ

ผมเลยลองหาอ่านเรื่องราวประวัติศาสตร์ของรัฐปัตตานี ก็มีเรื่องที่น่าสนใจอยู่เหมือนกัน จะลองเล่าให้ฟังนะครับ

รัฐปัตตานีในอดีต ถูกปกครองโดยผู้หญิงมาอย่างยาวนานเป็นร้อยปี โดยรายาแห่งรุ้ง อิเจา(สีเขียว) บิรู(สีฟ้า) อังกู(สีม่วง) และกุหนิง หลังจากสุลตานมันชูร์ ชาห์ผู้เป็นพ่อสิ้นพระชนม์ ในปี คศ1572 ด้วยความที่มี ลูกเป็นผู้หญิงทั้งหมด (อิเจา บิรู อังกู ส่วนกุหนิงเป็นลูกของอังกู) ต้องปกครองบ้านเมืองที่มีอาณาเขตกว้างขวาง แต่ก็มีหลักฐานบ่งบอกชัดว่า ดินแดนแห่งนี้ภายใต้การปกครองของพวกเธอสงบสุข และมีทรัพย์สมบัติมหาศาลจากการค้าขายกับเพื่อนบ้านในภูมิภาค หรือแม้กระทั่งชาวตะวันตก บ้างก็ว่าด้วยความเก่งของพวกเธอเอง แต่บางทฤษฎีก็ว่าแท้จริง อำนาจต่างๆ ล้วนเป็นของพวกเสนาอมาตย์ ส่วนพวกเธอเป็นแค่ฉากบังหน้าดีๆ นี่เอง แต่พวกเธอก็ไม่วายถูกท้าทายอำนาจ มีกบฎหลายหน แต่ก็รอดพ้นมาได้

ด้วยความลึกซึ้งในการเมืองระหว่างรัฐของรายาอิเจา มีการส่งส่งน้องสาวคนเล็ก อังกู ไปแต่งงานกับสุลตานที่ปาหัง อาณาจักรมาเลย์ ทำให้เสริมความแข็งแกร่งเหนี่ยวแน่น นอกจากนั้น ยังมีการทำการค้าขายเจริญสัมพันธไมตรีอย่างดียิ่งกับจีน อินเดีย อินโดนีเซีย และในขณะนั้นก็ปลอดภัยจากอยุธยา เพราะกำลังติดพันศึกพม่า และเขมร

รายาอังกู ก็รู้ตัวดีว่า ตัวเองแต่งงานด้วยความเสียสละต่อแผ่นดิน ไม่ได้เกิดจากความรัก หลังจากสุลตานแห่งปาหังสิ้นประชนม์ เธอก็ได้กลับมาที่ปัตตานี และขึ้นครองรัฐหลังจากที่รายาบิรูสิ้นพระชนม์ โดยพาลูกสาว กุหนิง มาด้วย ซึ่งกุหนิงนี่เอง เป็นคนทำให้รัฐปัตตานีขึ้นสูงจุดสูงสุด และปกครองยาวนานถึง 50 ปี

กุหนิงถูกรายาบิรูผู้เป็นป้า ซึ่งครองรัฐปัตตานีขณะนั้น จับแต่งงานกับ ออกญาเดโชเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ขณะอายุเพียง 12 ปี ซึ่งขณะนั้นรายาบิรูได้เกรงต่ออำนาจของสยามภายใต้การปกครองของสมเด็จพระนเรศวร โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าความรู้สึกของผู้เป็นแม่อย่างรายาอังกู ไม่ทันไรหลังจากรายาอังกูขึ้นครองรัฐ มีนโยบายกระด้างกระเดื่องต่ออยุธยา เธอจัดแจงให้กุหนิงแต่งงานใหม่กับสุลตานแห่งยะโฮห์ เมื่อความทราบถึงออกญาเดโชสร้างความขุ่นเคืองอย่างมาก ส่งสาร์นขออนุญาตยกทัพเข้าตีปัตตานี แต่รายาอังกู ก็ได้ขอความช่วยเหลือไปยัง ปาหังและยะโฮห์ ทำให้ทัพสยามพ่ายไป

ชีวิตรักของกุหนิงยิ่งกว่านิยาย  หลังจากสุลตานแห่งยะโฮห์ขอตัวกลับไปครองเมือง ก็ได้ฝากน้องชายไว้ช่วยดูแลเมืองปัตตานี ให้ปลอดภัยจากออกญาเดโช ปรากฎว่าเจ้าชายแห่งยะโฮห์แอบคบกับกุหนิง แต่หลังจากนั้นไม่นานเจ้าชายผู้นี้ก็ดันไปมีหญิงใหม่ ทำให้บริวารของกุหนิงไม่พอใจ แต่กุหนิงขอชีวิตไว้ให้ และส่งเจ้าชายกลับยะโฮห์

หลังจากรายาอังกูสิ้นพระชนม์ รายากุหนิงขึ้นครองรัฐแทน เป็นสมัยที่มีความเจริญรุ่งเรืองด้านการค้ายิ่งกว่ายุคไหนๆ พร้อมกับมีการปรับระดับความสัมพันธ์กับสยามให้ดีขึ้น สร้างสัมพันธไมตรีโดยการเยือนอยุธยา สมัยนั้นตรงกับรัฐสมัยของพระเจ้าปราสาททอง ซึ่งก็ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี

แต่ในที่สุดรายากุหนิงก็โดนยึดอำนาจโดยสุลตานแห่งกลันตัน และสุดท้ายลี้ภัยไปใช้ช่วงสุดท้ายในชีวิตที่ยะโฮห์ เป็นอันสิ้นสุดเรื่องราวของรายาแห่งปัตตานี



Animal Feeding
May 24, 2007, 8:01 am
Filed under: news

ลองดู ลิ๊งค์ นี้สิ

ดูวิธีการให้อาหารสัตว์ของสวนสัตว์แห่งนึงในประเทศจีน โดยเอาการให้อาหารมาเป็นจุดขายในการท่องเที่ยวเข้าชม โดยนักท่องเที่ยวสามารถซื้ออาหารสัตว์เหล่านี้ แล้วให้โยนเข้าไป ในกรง แล้วให้มันกินให้ดูได้

แจ่มมั๊ยล่ะ

จากสำนักข่าว skynews



workpoint
May 24, 2007, 7:25 am
Filed under: Entertainment

เดี๋ยวนี้ดูรายการของ workpoint แต่ละรายการแล้วรู้สึกมีการวาง position กันแปลกๆ ดี

แต่ก็รู้สึกว่าเขาวางแผนมาดีแทบทั้งนั้น อาจด้วยเพราะพอเป็นบริษัทมหาชนเลยมีกำลังมาขึ้นกว่าเดิม แต่ก็ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง

ผมชอบวิธีการจัดกลุ่มผู้เข้าแข่งขันของเขา ผมว่าเขามีวิธีในการให้คนดู อย่างแรกเนื้อหาของรายการที่ส่วนใหญ่มีความลึกในการศึกษาหาข้อมูล ทำให้รู้สึกว่า เขารู้จริง(จริงๆ รู้จริงแค่ไหนไม่รู้) ทำให้คนดูเชื่อใจ และอยากติดตาม ไม่ว่าจะเป็นเกมอัจฉริยะ แฟนพันธุ์แท้  เกมทศกัณฐ์

นอกจากนั้นยังแบ่งเป็นกลุ่มคนอีก ทำให้รายการส่วนใหญ่ได้รับความนิยม ในวงกว้าง

การแบ่งตามกลุ่มคนเข้าแข่งขัน
สำหรับเด็ก ก็คงเป็นปรกติอยู่แล้ว เช่น รายการทศกัณฐ์เด็ก สู้เพื่อแม่
สำหรับนักเรียน นักศึกษา เช่น ชิงช้าสวรรค์ สมรภูมิเท้าไฟ
สำหรับคนทำงาน คนเข้าแข่งขันแบ่งตามอาชีพ ไม่รวมดารานะครับ เช่น ตู้ซ่อนเงิน
สำหรับครอบครัว คนเข้าแข่งขันเป็นคู่สามีภรรยา เช่น กล่องดำ
สำหรับคนที่มีความสามารถพิเศษ เช่น เกมทศกัณฐ์ เกมอัจฉริยะ แฟนพันธุ์แท้

ผมจำได้ว่ารายการพวกนี้ ส่วนใหญ่แรกเริ่มเดิมที ยังเป็นคนเข้าแข่งขันแบบใครก็ได้ หลังๆ มาปรับเข้ากับคอนเซ็ปต์ประมาณนี้หมด คิดว่าน่าจะได้ผลดีทีเดียวนะครับ

แต่เบื่ออยู่อย่างเดียว ไม่รู้จะ มาหาเฮียอะไรกันเยอะแยะ คราวก่อนก็ นักเลงภูเขาทองทีแล้ว ฮ่าๆๆๆ



retail marketing
May 21, 2007, 4:20 pm
Filed under: Management

ในช่วงตอนสัปดาห์ก่อนที่มีงาน Money Expo 2007 ที่ศูนย์สิริกิติ์ มีใครสังเกตเห็นอะไรเหมือนผมหรือเปล่าครับ

พอดีผมก็ไม่ได้ไปอะนะ แต่มีอย่างนึงที่สังเกตได้คือ การทุ่มงบการตลาดมหาศาลของสถาบันการเงินบางแห่ง

โดยใช้เทคนิคที่ยิ่งกว่า ติดป้ายโฆษณาข้างรถเมล์ซะอีก แต่เม็ดเงินที่ใช้อาจจะถูกกว่ามาก ซึ่งเป้าหมายของงานนี้ 4 วัน ที่มีผู้เข้าชมกว่า 6 แสนคน

ไม่ใช่ใครที่ไหน กลุ่ม K-Excellence นี่เองครับ

คือปรกติงานแฟร์นี่ คนไปส่วนใหญ่ก็อยากได้รับของแจกใช่ป่ะครับ เขาก็จะแจกหนังสือชี้ชวน แผ่นพับ บางทีต้องเข้าไปคุย ถึงจะได้ของแจกดีๆ

Kbank แกก็เลยทำถุงกระดาษ มาแจกแบบ”ทั่วถึง” กันเลยทีเดียว เป็นถุงขนาดใหญ่ที่ดูดี ด้านข้างมีโลโก้ แสดงความเป็นมืออาชีพของบริษัท ฉะนั้นคนก็มารับสิครับ ไมู่รู้ว่าเขาตั้งใจมาก่อนหรือเปล่า แต่ผลก็คือ คนถือถุงนี้ กันทั่วกรุงเทพ โดยเฉพาะตามเส้นทางรถไฟฟ้า ทั้งบนดินใต้ดิน ผมไปไหนก็เห็นคนถือกันแต่ถุงของ Kbank กันเต็มไปหมด ต้นทุนเท่าไหร่ไม่รู้ แต่สามารถทำให้คนเห็น ชื่อของกลุ่ม Kbank เยอะขนาดนั้น

มีโอกาสทั้งได้ลูกค้า พร้อมๆ กับใช้ให้เขาเป็นช่องทางในการสื่อสารการตลาด คุ้มจะตายครับ ผมว่าเป็นเทคนิคที่น่าสนใจ