|m Le’ chArt


democrazy
August 16, 2007, 10:04 pm
Filed under: Politics

 

 

ประชาธิปไตย ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา เราก็ได้เรียนรู้กันว่า ปรัชญาของการปกครองแบบประชาธิปไตยคือ การปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ซึ่งการที่จะรู้ว่าประชาชนในชาติต้องการอะไรนั้น วิธีการที่นิยมใช้คือ การออกเสียงโดยประชาชน ในการเลือกผู้แทนประชาชน เพื่อให้ปกครองบ้านเมือง ซึ่งเราเรียกกันว่า การเลือกตั้ง

แล้วมาวันนึง ก็มีผู้รู้มาบอกเราว่า

การเลือกตั้งไม่ใช่ประชาธิปไตย…การชุมนุมของประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับบางสิ่งบางอย่าง ไม่เป็นประชาธิปไตย…ไอ้โน่น ไม่ใช่ประชาธิปไตย ไอ้นี่ไม่ใช่ประชาธิปไตย

ดูเหมือนว่า อะไรๆ ที่เราได้เคยรู้นั้น มันเปลี่ยนแปลงไปหมด พิศดารจนเราจับต้นชนปลายไม่ถูกว่า แล้วอะไรมันเป็นประชาธิปไตยกันแน่

แล้วสิ่งที่เขากำลังทำๆ กัน นั้นเป็นประชาธิปไตยหรือเปล่า หรือแค่ข้ออ้างเพื่อความชอบธรรมในการดำเนินการสิ่งต่างๆ และสิ่งที่เราได้เรียนรู้นั่นคือ ประชาธิปไตย ไม่ใช่สิ่งที่ได้มากันง่ายๆ แต่มักถูกทำลายไปอย่างง่ายดายเสมอ

รัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ซึ่งจะไม่มีกฎหมายใดๆ แย้งได้ ใช้เป็นบรรทัดฐานในการบริหารประเทศ อันบรรจุไว้ด้วยสิทธิ หน้าที่พื้นฐาน ของประชาชน โดยจะต้องเป็นสิ่งที่เรียกว่า เป็นการทั่วไป ไม่เฉพาะกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง บุคคลใดบุคคลหนึ่ง แล้วสิ่งนี้เองจะเป็นตัวบอกว่า ประเทศชาติเราเป็นประชาธิปไตยมากน้อยแค่ไหน ซึ่งส่วนใหญ่ด้วยความที่เป็นกฎหมายที่สูงสุดของประเทศ ประเทศต่างๆ จึงมักจะเขียนไว้แต่เป็นกรอบคร่าวๆ ไม่กี่มาตราเท่านั้น แล้วให้ความเคารพสูงสุด เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นได้ว่า ไม่ค่อยมีประเทศไหนจะยกเลิก เขียนใหม่ หรือแก้ไขกันบ่อยๆ แต่ก็มีบางประเทศที่นิยมความพอเพียง แต่ไม่เคยพอเพียงกับสิ่งนี้ ไม่เชื่อก็ลองไปดู ที่นี่ แล้วเปรียบเทียบกันเล่นๆ ดูก็ได้ ประเทศไทยกำลังจะมีรัฐธรรมนูญใหม่ อันเนื่องมากจาก ผู้ที่เขามีอำนาจมากกว่าเริ่มไม่เคารพในกฎหมายสูงสุดของประเทศอันเก่าอีกต่อไป เขาทำลายมันทิ้งเสีย แล้วเขียนขึ้นมาใหม่ด้วยวิธีที่เขาพอใจ แทนที่จะเลือกวิธีการแก้ไขของเดิมเฉพาะส่วนที่มีปัญหา

ในสถาวะการที่บ้านเมืองแตกแยกเป็นสองฝ่ายไปเสียหมดทุกอย่าง อันเริ่มตั้งแต่ “โกง vs ไม่โกง” “ออกไป vs สู้ๆ” “ยุบ vs ไม่ยุบ” จนมาถึงล่าสุด “รับ vs ไม่รับ” ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีใครทราบได้ว่าจะเป็นเช่นใด แต่ดูเหมือนเราจะยิ่งหากไปจากจุดที่เราเคยเป็นในอดีต

ประชาชนกำลังจะต้องไปลงประชามติ เพื่อรับรองว่าสิ่งที่ผู้มีอำนาจได้ทำมานั้นถูกต้องหรือไม่ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นวิถีทางของประชาธิปไตย เนื่องจากเป็นการหยั่งเสียงของคนทั้งชาติ วิธีการนี้จะดีอย่างยิ่ง ถ้าประชาชนเป็นอิสระอย่างแท้จริง ทั้งการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร และการตัดสินใจ แต่ถ้าไม่ใช่แล้วล่ะก็ จะเป็นเครื่องมือที่น่ากลัวที่สุดในการแสวงหาอำนาจ จากการเอาพลังประชาชนมาสร้างความชอบธรรม

ชาวบ้านชั้นล่าง กับชาวเมืองชั้นสูง ในอุดมคติของประชาธิปไตยมีค่าเท่ากัน มีสิทธิมีเสียงเท่ากัน แต่สำหรับความเป็นจริงในบ้านเรานั้น ดูเหมือนจะห่างจากจุดนี้ไปอยู่มาก มีการดูถูกประชาชนอยู่เสมอว่า เป็นพวกด้อยการศึกษาที่สามารถซื้อได้บ้างล่ะ ไม่รู้อะไรบ้างล่ะ ชักจูงง่ายบ้างล่ะ ลืมที่จะเคารพในสิทธิในการออกเสียงของคนอื่นไปอย่างง่ายดาย แต่วันดีคืนดีก็จะกลับมายึดถือเชื่อถือเสียง แต่ถ้าไม่เป็นอย่างที่เขาคิดเขาก็จะไม่เชื่อมันอีก มันก็จะถูกทำลายลงอีก เป็นแบบนี้เรื่อยไป ไม่รู้เมื่อไหร่จะจบ

ใครจะออกความคิดเห็นสำหรับร่างรัฐธรรมนูญอย่างไร แต่ละคนคงมีจุดตัดสินใจอยู่ในใจแล้ว แต่ถึงอย่างไรก็ตาม สัญญาณที่ส่งออกมาขณะนี้ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คงจะผ่านการลงประชามติไปได้ด้วยดีแน่นอน เนื่องจากข่าวประชาสัมพันธ์ต่างๆที่ เชิญชวนให้ไปลงประชามติล้วนมาคู่กับการบอกให้รับไปด้วยทั้งสิ้น การทำให้คนไม่รับดูเหมือนจะเป็นพวกชอบมีปัญหา ชอบความวุ่นวาย การทำให้รัฐธรรมนูญฉบับเดิม กลายเป็นสิ่งเลวร้าย เช่นการทำตารางเปรียบเทียบระหว่างของเก่าและของใหม่ที่ชี้ให้เห็นว่ามีข้อดีเพิ่มขึ้นมากมายเพียงใด การปล่อยข่าวว่ามีการใช้เงินในการไม่ให้รับร่างอย่างมากมายเพื่อให้เกิดกระแสต่อต้าน ถ้าไม่รับเหมือนว่าการเลือกตั้งจะเกิดได้ยาก เป็นต้น

ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2549 มาตรา 32 เขียนไว้ว่า

มาตรา 32 ในกรณีที่สภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำร่างรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 29 วรรค 1 ก็ดี สภาร่างรัฐธรรมนูญไม่ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา 28 วรรค 2 ก็ดี หรือการออกเสียงประชามติตามมาตรา 31 ประชาชนโดยเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียงประชามติไม่เห็นชอบให้ใช้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็ดี ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงและให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติประชุมร่วมกับคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่ได้เคยประกาศใช้บังคับมาแล้วฉบับใดฉบับหนึ่งมาปรับปรุงให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันออกเสียงประชามติไม่เห็นชอบ และนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญต่อไป ในการประชุมร่วมกันตามวรรค 1 ให้ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม การประกาศใช้รัฐธรรมนูญตามมาตรานี้ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

จากมาตรานี้จะเห็นได้ว่า ถึงแม้จะผ่านหรือไม่ผ่านอย่างไร เราจะต้องมีการเลือกตั้งแน่นอน และจะมีรัฐธรรมนูญใช้แน่นอน และถ้าไม่ผ่าน หลายคนก็ไม่เชื่อว่า คมช และ ครม จะกล้าที่จะหยิบ รธน ฉบับที่เลวร้ายกว่ามาใช้ หรือจะกล้าแก้อะไรตามใจเชียวหรือ มีหลายคนบอกว่า ถ้าเกิดเหตุพลิกล๊อก ก็ให้หยิบฉบับเก่า ปี 40 มานั่นแหละ แต่เอาสิ่งที่ดีๆ แก้ไขลงไป แต่ทำไมเขาถึงอยากให้ผ่านกันจัง คำตอบก็น่าจะอยู่ที่ เพื่อการรับรองความถูกต้องของสิ่งที่ผ่านมาทั้งหมด ด้วยจำนวนคนมหาศาลนั่นเอง ซึ่งระบุอย่างชัดเจนใน มาตรา 309 ในร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ฉบับลงประชามติ

มาตรา 309 บรรดาการใด ๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าวไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้

สิ่งที่น่าเป็นห่วงมีหลายอย่างเหลือเกิน รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ชี้ให้เห็นว่าประชาชนจะได้รับการดูแลจากรัฐอย่างมากมาย ในขณะที่รัฐบาลมีความสุ่มเสี่ยงที่จะขาดเสถียรภาพ เนื่องจากความเข้มแข็งข องส่วนตรวจสอบมีมากจนเสียสมดุล ขาดความคล่องตัวในการบริหาร ซึ่งผลที่ตามมาอาจทำให้เราไม่มีเงินพอที่จะเลี้ยงดูประชาชนให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เสมือนกับพ่อแม่ที่พิการ ลูกจะหวังพึ่งได้อย่างไร 

สุดท้ายนี้อยากให้ทุกคนพึงระลึกอยู่เสมอว่า ให้อ่านร่างรัฐธรรมนูญแล้วพินิจพิเคราะห์ แล้วเชื่อในวิจารณญาณของตัวเองเถิด แต่อย่าสักแต่ว่าเลือกให้ผ่านๆ ไปแล้วคิดจะเอาไว้กลับมาแก้ไขภายหลัง เพราะการทำแบบนั้นมันอาจจะไม่ง่าย มีผู้รู้ท่านนึงซึ่งเป็นอดีตประธานสภา สรุปสาเหตุ 3 ประการที่จะทำให้รัฐธรรมนูญที่ผ่านการประชามติ ไม่สามารถแก้ไขได้โดยง่ายไว้อย่างน่าสนใจ ประมาณนี้ครับ

1. ตามมาตรา 111 ในหมวดวุฒิสภา จำนวนวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง มีจำนวนมากซึ่งเท่ากับครึ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นไปได้ยากที่จะทำให้เกิดการแก้ไข เพราะการแต่งตั้งล้วนมาจากการกำหนดขึ้นของรัฐธรรมนูญฉบับนี้

2. รัฐบาลที่เกิดรัฐธรรมนูญ ฉบับไหน มักไม่ค่อยแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนั้น

3. การล่ารายชื่อเพื่อแก้ไข ต่อให้ล่ามาได้อย่าว่าแต่ 5 หมื่นชื่อตาม รธน เลย ได้ซักล้านชื่อก็ถือว่าลำบาก ถ้าเจ้าของอำนาจใหม่ใช้ข้ออ้างที่ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการลงประชามติเห็นชอบจำนวนตั้งมากมายขนาดไหน แล้วลำพังแค่เสียงเพียงไม่เท่าไหร่นี่น่ะหรือจะมาแก้ไขสิ่งที่ผ่านการเห็นชอบจากคนส่วนใหญ่ได้

ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทยต่อไป เราประชาชนคงต้องติดตามจับตาดูกันต่อไป แต่จะให้อะไรๆ กลับมาเป็นเหมือนเดิม สงบสุขเหมือนเดิม ดูเหมือนว่ามันจะยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้เร็วๆ นี้ หากทุกฝ่ายยังคงใช้อำนาจ และยังต้องการผลแบบต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ชนะแบบนี้

Advertisements

Leave a Comment so far
Leave a comment



Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s



%d bloggers like this: