|m Le’ chArt


Duration
May 20, 2007, 8:51 am
Filed under: Economics

ช่วงนี้เป็นช่วงดอกเบี้ยขาลงอย่างจริงๆ จังๆ เราจะเห็นได้จากอัตราดอกเบี้ยต่างๆ ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผลตอบแทนของเงินฝากธนาคาร หรือแม้แต่กองทุนตราสารเงินที่มี อายุการนัดชำระหนี้ (Duration) ในตราสารต่ำๆ พวก Money Market Fund (MMF) ปรับตัวลดลงมาเรื่อย เนื่องจาก พวกนี้จะไวต่อการปรับตัวของผลตอบแทนตามภาวะตลาด

พูดไงให้เข้าใจง่ายดี เช่น ดอกเบี้ยที่ ธปท ประกาศลดลง ทำให้ตลาดโดยรวมมีดอกเบี้ย เหลือ 3% ต่อปี พวกตราสารหนี้ที่อายุแค่ไม่กี่เดือนก็ไถ่ถอน ผู้ถือตราสารก็จะทำการปรับตัวตาม เพราะเมื่อหมดอายุ รอบใหม่ที่จะทำการซื้อขาย คงไม่หนีราคาตลาดนี้เท่าไหร่ ทำให้ผลตอบแทนในกองทุนพวก MMF ปรับตัวรับกับภาวะดอกเบี้ยไปเรื่อยๆ ซึ่งทำให้ขาดความน่าสนใจในการลงทุนอย่างมาก

Money Market Fund : Duration น้อย ความผันผวนน้อย สภาพคล่องสูง ความเสี่ยงน้อย ผลตอบแทนน้อย

แต่ถ้าเป็นแบบนี้ พวกกองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ที่มี Duration สูงๆ จะเป็นยังไง ก็ได้ประโยชน์อย่างแน่นอน เพราะกว่าจะปรับตัว มันก็คงอีกนาน เพราะฉะนั้น ช่วงนี้เราจะเห็นว่ากองทุนพวกนี้ หรือที่เรียกว่า Fixed Income Fund มีผลตอบแทนที่ค่อนข้างร้อนแรง ให้กันได้ที่ เกือบๆ 20% ต่อปีกันเลยทีเดียว แต่ก็อย่างที่บอกครับ มันอาจจะอีกนาน แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่เกิด มันก็ต้องปรับตัวตามไปเรื่อยๆ อยู่ดี ตอนนี้มีการส่งสัญญาณในการปรับตัวลดลงมาแล้ว หลายๆ กองทุนที่มีการ Mark to Market (ปรับราคามูลค่าให้เข้ากับสภาวะตลาด) ล่าสุด จะเห็นว่าเริ่มมีผลตอบแทนน้อยกว่าเมื่อช่วงเดือนก่อน

Fixed Income Fund : Duration มาก ความผันผวนมาก ส่วนใหญ่สภาพคล่องต่ำ ความเสี่ยงมากกว่า ผลตอบแทนสูงกว่า

แต่กำลังจะมีข่าวดีให้สำหรับพวกตราสารหนี้ระยะยาวคือได้ข่าวว่า ธปท อาจจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงไปอีก ในวันที่ 23 พค นี้ ทำให้ MMF อาจจะลดลงอีก แต่สำหรับ Fixed Income Fund อาจจะได้รับผลดีต่อเนื่องอีกระลอก แต่ใครเพิ่งมาซื้อช่วงนี้คงจะคาดให้ผลที่เท่ากับเมื่อเดือนก่อนๆไม่ได้ ผมว่าจุดสูงสุดมันได้ผ่านมาแล้ว และกำลังลดลงต่อเนื่อง นักลงทุนอาจต้องเตรียมปรับ Port กระจายการลงทุนไปในอย่างอื่นแทน เช่น การกระจาย Asset Class ไปยังกลุ่ม Property Fund หรือกลุ่มที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ก็ยังเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ สามารถซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ได้เลยอีกต่างหาก (แต่อะไรก็ตามที่เข้าไปในตลาดหลักทรัพย์แล้ว มันต้องคอยดู ติดตามอย่างต่อเนื่อง)

ผมเองก็กำลังปรับ Port เหมือนกัน เนื่องจากลงใน Fixed Income Fund มาระยะนึงแล้วเห็นผลแบบถูกใจไม่น่าเชื่อ แต่มันเริ่มมีสัญญาณว่าจะไม่ค่อยดีแล้ว เลยกะว่าจะปรับกองตราสารหนี้อีกครั้งเพื่อรับวันที่ 23 พค นี้ก่อน แล้วค่อยดูท่าทีขยับขยายต่อ กะว่าจะปรับเอาไปไว้ในกองทุนที่มีสภาพคล่อง (Liquidity) ดีๆ หน่อย



Liquidity
May 20, 2007, 8:50 am
Filed under: Economics

พูดถึงเรื่อง Liquidity นิดนึง เป็นบทเรียนที่ดี อย่างผมลองซื้อขายกองทุนแรกๆ จะมีปัญหานี้มาก เช่น กองทุนนี้ ขายได้เฉพาะวันจันทร์ หรือเดือนนึงขายได้ครั้งเดียว แถมเงินยังไปเข้าให้ T+2 (T คือวันที่ทำรายการ +2 คือนับไปอีก 2 วันจะได้เงิน) เลยจะเกิดอาการงง คำนวนผิดคำนวณถูก เงินที่จะได้เลยได้ไม่ทันกำหนด

ตัวอย่างเช่น
มีกองทุนตราสารหนี้ A ถ้าขายจะใช้เวลา T+2 ถึงได้เงิน แต่ถ้าสลับไปกองทุนอื่น จะใช้ T+1
กองทุนตราสารเงิน B ขายจะใช้เวลา T+1 ถึงได้เงิน

เห็นแบบนี้คิดเหมือนผมหรือเปล่าครับ ผมคิดว่าจะย้ายไป B เพื่อเอาผลประโยชน์ต่อวันนึงก่อน แล้วถึงขาย โดยคิดว่าจะใช้เวลา T+2 เหมือนกัน เพราะปรกติถ้าขายแล้วเงินจะได้คืนระหว่างวัน แต่ลืมคิดไปว่ากองทุนต่างๆ ไม่มีการทำรายการคำนวนหน่วยลงทุนทันที ต้องรอประมวลผลตอน 2 ทุ่มเสมอ ดังนั้น

เป้าหมายคือขาย แต่ดันไปสลับก่อน ผลคือ
T ทำรายการสลับ จาก A ไป B
T+1 ตอน 2 ทุ่ม รับรู้หน่วยลงทุนย้ายจาก A ไป B เรียบร้อยแล้ว
T+2 ทำรายการขาย B
T+3 เงินค่าขายเข้าบัญชี

ใช้เวลาทั้งสิ้น 3 วัน แต่ที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือ จะนับเฉพาะวันทำการนะครับ วันที่ไม่ทำการไม่นับ
เช่นผมทีแรกผมต้องการใช้เงินวันศุกร์ แต่ผมเริ่มทำรายการ T ในวัน พุธ ซึ่งจากตัวอย่างวันที่ T+3 จะเป็นวันเสาร์ ซึ่งวันเสาร์ไม่ทำการ เพราะฉะนั้นเงินจะไปเข้าวันจันทร์แทน ซึ่งทำให้เสียผลประโยชน์มากเลยครับ กลายเป็น T+5 จริงๆ แบบนี้ควรรอไปขาย B ในวันจันทร์ซะเลย แล้วรับเงินวันอังคารแทน เพราะกองทุนตราสารหนี้ จะมีการคำนวณผลตอบแทนในวันเสาร์อาทิตย์ด้วย

หลังจากนั้น ต้องตั้งสติให้ดีเลยครับ ก่อนจะซื้อ ขาย สับเปลี่ยน



money matter iii
April 30, 2007, 5:19 pm
Filed under: Economics

จากตอนก่อน ผมก็ให้ประเมินว่าตัวเองมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ สำหรับตัวผมเอง คิดว่าจะใช้เงินประมาณ 30% ของเงินรายได้

ตอนนี้ยังไม่มีหนี้สินอะไร แล้วก็ยังไม่คิดจะสร้างหนี้ เพราะคิดว่าตัวเองยังไม่พร้อม แล้วโดยส่วนตัวไม่ชอบเสียดอกเบี้ยให้ใครถ้าไม่จำเป็น การกู้เงินมาเงินนั้นควรจะสร้างรายได้ให้เรา มากกว่าที่เราจะต้องนำไปเสียดอก เช่นกู้มาดอกร้อยละ 4 ควรไปลงทุนอะไรที่ได้ดอกมากกว่าร้อยละ 4 ถึงจะเรียกว่าคุ้มค่า

มีหลายคนถามผมว่าทำไมไม่ซื้อรถ ผมคิดว่ารถมันเป็น depreciative asset คือ ค่ามันเสื่อมถอยลงไปทุกปีๆ ทรัพย์สินประเภทนี้เราควรมีเมื่อจำเป็นจริงๆ หรือมีเงินใช้อย่างเหลือเฟือ อีกอย่างการเดินทางในทุกวันนี้ก็ไม่ได้รู้สึกว่าลำบากอะไร ถ้าจะซื้อผมว่า ไปซื้อพวกอะไรที่มันเป็นปัจจัย 4 ดีกว่า เช่นบ้าน เพราะอสังหาริมทรัพย์ ส่วนใหญ่ราคามันขึ้นตลอด

สำหรับเงินส่วนที่เหลือ ตอนนี้ผมตั้งใจที่จะนำมาลงทุนให้เกิดผลประโยชน์ที่ดีกว่า เงินฝากธนาคาร ดังนั้นผมจะแบ่งเงินออกเป็นส่วน ๆ โดยผ่านช่องทางลงทุนหลักคือกองทุนรวม โดยเกณฑ์ที่ผมใช้เลือกกองทุนคือต้อง

– มีสภาพคล่องพอสมควร
– มีผลตอบแทนที่ดี
– ไม่เสี่ยงจนเกินไป
– สะดวกในการซื้อขาย

สัดส่วนก็ตามรูปนี้นะครับ

myport.jpg

เงินส่วนแรก 10% ผมต้องการลงทุนในกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ มีสภาพคล่องสูง (ทำการซื้อขายได้ทุกวัน) เทียบได้กับบัญชีเงินฝากธนาคาร ส่วนนี้จะใช้เป็นส่วนกันในกรณีฉุกเฉิน อาจได้ผลตอบแทนไม่สูงนัก เงินส่วนนี้จะลงทุนในกองทุนตราสารเงิน (Money Market Fund) กองทุนที่หมายตาไว้ SCBSFF, T-CASH, TMBTM, TMBMF, RKTF, B-TNTV เป็นต้น เป้าหมายผลตอบแทน 4-5%

เงินส่วนที่สอง 70% ผมต้องการลงทุนในกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำถึงปานกลาง ซึ่งเป็นกองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ประเภท Fixed Income Fund กองทุนที่หมายตาไว้ SCBRF, TSB, NFF, KTDF, AYFMTFI, AYFMTDIV, RKFC, RKCB เป็นต้น เป้าหมายผลตอบแทน 5-8%

เงินส่วนที่สาม 20% ผมต้องการลงทุนในรูปแบบที่มีความเสี่ยงปานกลางถึงสูง ก็จะลงทุนในหลากหลายรูปแบบ คือ ลงทุนเองในตลาดหลักทรัพย์ กองทุนทองคำ หรือกองทุนตราสารทุนหรือหุ้น ในหรือต่างประเทศ และกองทุนผสม โดยหมายตาไว้เช่น (ในประเทศ) TMBGF, GOLDPF, SCBSET, AYFSMUL, AYFFLEX, BTP, BKA, T-INFRA, OSPD (ต่างประเทศ) T-VALUexUS, SCBPGF, ING-EHD, ABEG, ABAPAC, KGLOBE เป็นต้น เป้าหมายผลตอบแทนเป็นเลขสองหลัก

ถ้าพิจารณาพอร์ทตามนี้ อาจเรียกได้ว่าค่อนข้างจะอนุรักษ์นิยม (Conservative) ทีเดียว เนื่องจากไม่นิยมความเสี่ยงเท่าไหร่ ไม่ชอบความหวือหวามากนัก เอาผลประโยชน์พอประมาณ เน้นที่ Fixed Income Fund ให้รับกับภาวะดอกเบี้ยขาลง ไว้ค่อยปรับอีกทีหากมีอะไรเปลี่ยนแปลง

แต่เวลาลงทุนจริงๆ ตอนนี้ผมพยายามปรับให้เหลือแค่ ไม่กี่ บลจ เท่านั้น เพราะ มันไม่ค่อยคุ้มที่จะดูแลพอร์ทที่มีหลายที่เกินไป เสียเวลามาก แต่มันก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่เราจะอดได้สิ่งสุดยอดที่สุด ซึ่งอยู่ใน บลจ ที่หลากหลาย

หวังว่าจะทำตามแผนนี้สำเร็จ ผลเป็นยังไง จะเอากลับมาเล่าอีกทีนึงนะครับ



money matter ii
April 29, 2007, 4:27 pm
Filed under: Economics

เนื่องจากผมว่าการลงทุนในกองทุนเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่อาจไม่คุ้นเคย เลยจะขออธิบายเพิ่มเติมในส่วนประเภทกองทุนว่าโดยทั่วไปเขามีกองทุนอะไรให้เราเอาเงินไปไว้บ้าง ผมขอแบ่งลักษณะกองทุนในแบบผมเองนะครับ ไม่รู้ว่าจะตรงกับหลักวิชาการหรือเปล่า ซึ่งในกองทุนแต่ละแบบ ก็มีรูปแบบย่อยอีกว่าลงทุนในระยะยาวหรือระยะสั้น นอกจากนั้นยังแบ่งลงไปอีกว่าเป็นการลงทุนในประเทศหรือต่างประเทศ

1. กองทุนที่ลงทุนในรูปแบบตราสารหนี้ โดยรัฐบาลหรือบริษัทเอกชน สามารถให้ผลตอบแทนโดยทั่วไปอยู่ที่ 2-8% ขึ้นอยู่กับระยะเวลา (duration) ของตราสารหนี้ที่เอาไปลงทุน ถ้านานก็ผลตอบแทนสูง แต่ก็จะทำให้มีความผันผวนสูง โดยที่ความเสี่ยงนั้นหลักๆ คือแล้วแต่ความน่าเชื่อถือของหน่วยงานผู้ออกตราสารว่าเขาจะเบี้ยวหนี้หรือไม่ เช่นถ้ารัฐบาลออก ก็ความเสี่ยงต่ำ แต่ผลตอบแทนก็จะต่ำไปด้วย แบ่งได้ 2 อย่างคือ

ตราสารตลาดเงิน คือลงทุนในตราสารที่มีอายุ ไม่เกิน 1 ปี ผลตอบแทนจะราวๆ 2-5% ซึ่งจะดีกับภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น เพราะเนื่องจาก duration น้อย จะมีการปรับให้เข้ากับอัตราดอกเบี้ยของตลาดเสมอ ส่วนใหญ่กองทุนประเภทนี้จะมีความคล่องสูงซื้อขายได้แทบทุกวัน
ตราสารหนี้ ลงทุนในตราสารตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ผลตอบแทนจะราวๆ 4-8% จะดีในภาวะดอกเบี้ยขาลง เนื่องจากมี duration นาน ดอกเบี้ยในตลาดนั้นปรับตัวลดลง จะทำให้ผลตอบแทนของตราสารหนี้ดีกว่า ส่วนใหญ่กองทุนประเภทนี้จะมีความคล่องไม่ค่อยมาก คือจะซื้อขายได้ประมาณเดือนละ 1 ครั้ง

2. กองทุนที่ลงทุนในรูปแบบตราสารทุน หรือเอาไปซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ผลตอบแทน % จะอยู่ที่ตั้งแต่ติดลบไปจนถึงเลข 2 หลัก ขึ้นอยู่กับว่าเอาไปลงทุนในบริษัทใดแบบใด ภายในหรือต่างประเทศ ความเสี่ยงก็จะอยู่ที่สภาวะตลาด การเมือง เศรษฐกิจ ถ้าต่างประเทศ ก็จะมีเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเงินเข้ามาด้วยขึ้นอยู่ว่ากองทุนได้มีการประกันความเสี่ยงด้านค่าเงินไว้หรือไม่ ทั่วๆ ไปกองทุนหุ้นมีอยู่ 2-3 แบบ คือ

กองทุนดัชนี ก็คือเอาไปลงทุนในหุ้นที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ โดยมีการปรับพอร์ตการลงทุนสม่ำเสมอตามสภาวะของตลาด และเน้นที่จะเอาชนะดัชนีตลาดหลักทรัพย์
กองทุนหุ้นปันผล จะเอาไปลงทุนในหุ้นที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เน้นบริษัทที่มีการปันผลสม่ำเสมอ กองทุนแบบนี้อาจจะมีนโยบายปันผลให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนด้วย
กองทุนอนุพันธ์ ซึ่งเอาไปลงทุนในตราสารอนุพันธ์ หรือการคาดคะเนมูลค่าในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นหุ้น หรือดัชนีต่างๆ เป็นต้น

3. กองทุนที่ลงทุนในทรัพย์สินต่างๆ ผลตอบแทนทั่วไปอาจจะวิ่งไปถึง 12 % แต่มีความเสี่ยงก็คือ เอาไปซื้ออะไร แล้วสภาพของสินทรัพย์นั้นเป็นอย่างไร เช่นเอาไปลงทุนสร้างหมู่บ้านจัดสรร เอาไปลงทุนซื้อทองคำ เป็นต้น

4. กองทุนผสม คือการลงทุนผสมกันในหลายๆ อย่าง ส่วนใหญ่คือการแบ่งสัดส่วนระหว่างตราสารหนี้และตราสารทุน ผลตอบแทนก็จะอยู่กลางๆ ความเสี่ยงก็จะอยู่ที่สัดส่วนว่าเอาไปลงทุนอะไร ถ้าเอาเงินส่วนใหญ่ไปลงทุนในตราสารทุนความเสี่ยงก็จะมาก เป็นต้น

เออ ผมพูดถึงผลตอบแทน นี่ประเมินคร่าวๆ เป็นรายปีนะครับ แต่จริงๆ แล้วการลงทุนผ่านกองทุน มันไม่ได้ เหมือนดอกเบี้ย แต่ใช้ส่วนต่างของ NAV หรือราคาหน่วยลงทุนจากวันแรก และวันที่ถอนออก เช่น ผมซื้อกองทุนนึง ราคา(NAV) วันที่ซื้อ เป็น 10.0000 บาท จำนวน 1 หน่วย ผมถือไป 10 วัน ราคาอยู่ที่ 10.0100 บาท ก็เอา 0.0100 นั้นมาคำนวน ว่าเป็นผลตอบแทนเทียบต่อปีเป็นเท่าไหร่

การที่จะรู้ว่าซื้อขายได้ราคาเท่าไหร่ ต้องรอให้มีการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ต่อหน่วยลงทุน (NAV) ตามความเป็นจริงของกองทุนนั้นก่อนจึงจะรู้ ซึ่งปรกติจะทำตอนสิ้นวัน ไม่ใช่ราคาที่เห็นในขณะนั้นนะครับ

ข้อดีอีกอย่างของการลงทุนรวมสำหรับบุคคลธรรมดาคือ ไม่มีภาระภาษีสำหรับกำไรส่วนต่างของราคาซื้อขาย (Capital gain) แต่ถ้ากองไหนมีเงินปันผลอาจจะต้องเสียภาษีสำหรับเงินปันผลอีก 10 %

สำหรับการเปิดบัญชีสำหรับซื้อขายกองทุนนั้น เช่นเดียวกับการเปิดบัญชีธนาคารเลยครับ หลักฐานที่ใช้ก็มีบัตรประชาชน สมุดเงินฝากธนาคาร ไม่ยุ่งยากอะไร อย่างแรกก็ศึกษาก่อนว่าเราต้องการซื้อกองทุนอะไรและจัดการโดยบลจไหน จากนั้นก็ดูว่าจะซื้อขายกับเขาอย่างไร สามารถผูกบัญชีโอนเงินผ่านธนาคารใดได้บ้าง

กลายเป็น ยาวไปอีกแล้ว ขออีกตอนละกันนะครับ ตอนหน้ามาดูว่าผมแบ่งสัดส่วนการลงทุนอย่างไร

ย้ำอีกครั้งว่า การลงทุนไม่ใช่การฝากเงิน และมีความเสี่ยง ผลประกอบการในอดีต ไม่ใช่เครื่องประกันการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนการลงทุน



money matter
April 25, 2007, 5:51 am
Filed under: Economics

เคยได้ยินใครซักคนพูดว่า

“คนเราไม่ได้รวยจากเงินที่หามาได้หรอก แต่รวยจากเงินที่ไม่ได้ใช้ต่างหาก”

ผมชอบคำพูดนี้มาก แล้วก็เห็นถึงความจริงที่สุดแสนจะจริง ที่พูดแบบนี้ก็ไม่ได้องุ่นเปรี้ยวที่จะประชดรายได้ของตัวเองที่ไม่ได้มากมายอะไร แต่มันเป็นความจริงที่บอกว่า ถ้าต่อให้เราหาเงินมาได้มากแค่ไหน แต่สุดท้าย ถ้าคุมรายจ่ายไม่ได้ มันก็ยากที่เราจะไปถึงจุดหมาย

เคยคิดเล่นๆ แบบนี้หรือเปล่าครับ สมมติว่าไม่ต้องทำงานประจำ อยู่บ้านเฉยๆ แล้วมีรายได้เดือนละ หมื่นกว่าๆ จะอยู่ได้พอกินหรือเปล่า ถ้าคิดได้แบบนี้ ก็ต้องคิดต่อมาว่าแล้วจะทำยังไงให้เรามีรายได้เดือนละหมื่นกว่าๆ

คำตอบ ก็จึงมาหยุดที่ สิ่งที่เขาเรียกๆ กันว่า ให้เงินทำงาน

ทีนี้เราจะใช้เงินเรา ให้ทำงานให้เราได้อย่างไร

จริงๆ ปัจจุบันการให้เงินสร้างดอกออกผลนั้นทำได้หลายอย่าง มีเครื่องมือทางการเงินออกมาเยอะแยะเต็มไปหมด แต่เราก็คงต้องประเมินตัวเราเองก่อน ว่าเราเป็นคนแบบไหน เวลาส่วนใหญ่เราใช้ทำอะไร แล้วเรายอมรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้มากน้อยแค่ไหน

ผมลองเอาตัวเองเป็นกรณีศึกษา

ขั้นแรกประเมินว่า ที่ตัวเองจำเป็นต้องกินจำเป็นต้องใช้ แล้วหมุนเวียนเป็นเงินเท่าไหร่ ที่เหลือมันควรสร้างประโยชน์ทางการเงินให้เราได้ทั้งหมด ผมว่าเราไม่น่าใช้เกิน 30% ของเงินที่หามาได้ แต่มันก็แล้วแต่ภาระของแต่ละคน

ปรกติ เราก็เอาเงินฝากไว้ในออมทรัพย์ที่ธนาคารใช่ป่ะครับ ดอกเบี้ยได้ก็เหมือนไม่ได้ เพราะมันแสนจะน้อยแค่ 1-2% บางคนก็ไม่ได้สนใจอะไร ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมก็งงกับเขาว่า ทำไมถึงไม่ใส่ใจ แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงานด้วยความเหนื่อยยากต่อไป บางคนเริ่มได้สติ ก็จะหันมาหาตัวเลือกถัดมา นั่นคือเงินฝากประจำ

เราก็กวาดสายตามองออกไปรอบๆ ทั้งแบงค์ใหญ่แบงค์เล็ก ก็ให้พิจารณาดูดีๆ ว่าใครที่จะสามารถให้ผลตอบแทนกับเราได้ดีที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่มักที่จะเป็นแบงค์ขนาดไม่ใหญ่

เงินฝากประจำแม้จะไม่มีความเสี่ยงด้านเงินต้น แต่ก็มีความเสี่ยงด้านรายได้ ที่มีโอกาสจะไม่ได้รับหากถอนคืนก่อนกำหนด แถมมีภาระภาษีอีก 15%

จากการประเมินสถานการณ์บ้านเมืองแล้ว ดอกเบี้ยเงินฝากก็ทำตัวเป็นสาระวันเตี้ยลงๆ ทุกวัน ถึงประจักษ์ว่า เงินฝากธนาคารชักจะไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีสำหรับเราอีกต่อไป สิ่งที่มองต่อมาก็คือ เอาเราเอาเงินไปลงทุนอะไรซักอย่างดีกว่า แต่ไอ้ครั้นจะไปสร้างสรรค์อะไร โดยการลงทุนค้าขายอะไรนั้น บอกตามตรงว่า ไม่ค่อยถนัด แล้วผมก็ยอมรับความเสี่ยงที่จะขาดทุนมากขนาดนั้นไม่ไหว

เราจึงต้องมาประเมินต่อว่า เรายอมรับความเสี่ยงได้แค่ไหน ซึ่งกฎตายตัวของการลงทุนก็คือ High Risk High Return การลงทุนใดๆ ก็ตาม เราจึงไม่สามารถที่จะคาดหวังไว้ได้ว่า เงินต้นของเราจะยังคงอยู่เหมือนเดิม แต่โอกาสที่เราจะได้รับผลตอบแทนมากขึ้น หรือน้อยลงมีโอกาสมากกว่าเสมอ

ในอดีตที่ผ่านมา ผมเคยเอาเงินทุนส่วนนึงเข้าไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์(ตราสารทุน) ผมก็ยอมรับว่า เป็นทางนึงที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดี แต่ความเสี่ยงมันก็มีอยู่เยอะมาก เจ็บตัวมาก็เยอะมาก เราต้องติดตามสถานการณ์ของบริษัทตลอดเวลา และนี่เป็นส่วนที่จะทำให้เราเสียเปรียบพวกที่รู้ก่อนล่วงหน้า หรือมีคนในอยู่ในบริษัท ที่เขาเรียกกันว่า insider นอกจากนั้นมันยังขึ้นอยู่กับสภาพทางเศรษฐกิจ นโยบายรัฐอะไรอีกหลายอย่าง เช่นเมื่อเราอ่านข่าว ต้องมานั่งตีความว่า มันมีผลกระทบกระเทือนอะไรกับหุ้นที่เราถืออยู่หรือเปล่า หลักการอันแสนง่ายที่ทำยาก นั่นคือ ข่าวดี(สีเขียว)ให้ขาย ข่าวร้าย(สีแดง)ให้ซื้อ มันต้องทำการฝึกจิตอีกหลายปี ตอนนี้ผมยอมรับว่า ยังไม่พร้อม เมื่อเราคิดว่าเราซื้อถูกแล้ว จะรู้ได้อย่างไรว่าไม่มีถูกกว่านี้

แล้วเราก็มาดูว่า งั้นเขามีอะไรให้เราเล่นได้อีกบ้าง 

ตราสารเงิน ตราสารหนี้ พันธบัตร ตราสารทุน อนุพันธ์ ทองคำ เงินตราต่างประเทศ blah blah blah…

จะเห็นว่าเยอะแยะ ตาลายไปหมด เป้าหมายของเราคือ ซักวันนึงเราจะหยุดทำงานแล้วนอนกินดอกผล แต่ไม่ใช่ตอนนี้ ฉะนั้น เราก็จำเป็นต้องทำงานประจำอยู่ เราคงไม่มีเวลาไปนั่งเฝ้าสิ่งเหล่านี้ได้ตลอด ฉะนั้นเราต้องเลือก

ผมจึงเลือกที่จะเล่นบางตัวเท่านั้น ฉะนั้นตอนนี้ผมเลือก ตราสารเงิน ตราสารหนี้ พันธบัตร และตราสารทุน (จริงๆ ทองคำน่าสนใจ และไม่มีวันมีค่าเป็นศูนย์ แต่ทำไมผมไม่ค่อยชอบซื้อทองก็ไม่รู้) เหลือบขึ้นไปดู อ้าว ก็เลือกเกือบหมดทุกอย่าง แต่เปล่า ผมไม่ได้ลงทุนเอง ผมใช้วิธีลงทุนผ่านกองทุน

จริงๆ แล้ว บางอย่างเราสามารถเล่นด้วยตัวของเราเองได้ แต่บางอย่าง ถ้าทุนน้อยไม่สามารถเล่นได้ ซึ่งมันก็จะมีข้อจำกัดอะไรแตกต่างกันไป แต่ข้อจำกัดมันก็จะลดลงถ้าเราลงทุนผ่านสถาบันด้านการเงินที่เขาเรียกว่า บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน หรือ บลจ. แนวคิดก็คือ เราต้องการลงทุนในอะไรหลายๆ อย่าง แต่ไม่มีเวลาหรือสติปัญญาลงทุนเอง ก็เหมือนเราเอาเงินไปทำกองทุนรวมกับคนอื่น แล้วก็เลือกว่า เราจะลงทุนในอะไร มีความเสี่ยงอย่างไร แล้วก็ให้คนมาช่วยบริหาร แล้วเขาก็คิดค่าใช้จ่ายในการบริหารนิดหน่อย

ทีนี้เมื่อเรารู้จักกับช่องทางในการสร้างดอกผลที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อนมากนักเพิ่มมาอีก 1 ช่องทางแล้ว ต่อไปผมก็ต้องมาประเมินว่า แล้วเราจะจัดสรรเงินในการลงทุนในกองทุนต่างๆ อย่างไร เพื่อไม่ให้เสี่ยงจนเกินไป และผลตอบแทนกำลังดี

ไว้ต่อตอนหน้าแล้วกันครับ