|m Le’ chArt


The most favorite song
August 21, 2007, 10:07 pm
Filed under: Life

ผมก็คงเหมือนกับคนอื่นๆ ที่มักจะมีเพลงที่ชอบอยู่หลายเพลง

แต่โชคดีเหลือเกินครับที่ถ้ามีคนถามผมว่า ผมชอบเพลงไหนมากที่สุด

ผมตอบมันได้ทันทีและรวดเร็วว่า “somebody” ซึ่งเป็นเพลงของ Depeche Mode และเวอร์ชั่นที่ชอบมากที่สุดคือเวอร์ชั่นที่ร้อง cover ใหม่เป็น tribute ที่ร้องโดย Veruca Salt ในอัลบั้ม For The Masses: An Album of Depeche Mode Songs ผมจำได้ว่าได้ยินครั้งแรกเมื่อ ซัก 5 – 6 ปีที่แล้ว ฟังครั้งแรกแล้วน้ำตาไหลเลยครับ

เฮ้ย ทำไมมันโดนแบบนี้

คนเราก็ต้องการแค่นี้สินะ…

ลองฟังดูนะครับ

music.jpg


  อะแล้วนี่ เนื้อเพลงครับ

I want somebody to share
share the rest of my life
share my innermost thoughts
know my intimate details
someone who’ll stand by my side
and give me support
and in return she’ll get my support
She will listen to me
When I like to speak
About the world we live in
And life in general
Though my views may be wrong
They may even be perverted
She will hear me out
And won’t easily be converted
To my way of thinking
In fact she’ll often disagree
But at the end of it all
She will understand me

I want somebody who cares for me passionately
with every thought and with every breath
Someone who’ll help me see things
In a different light
All the things I detest
I will almost like
I don’t want to be tied
To anyone’s strings
I’m carefully trying to steer clear
Of those things
and when I’m asleep
I want somebody
Who will put their arms around me
And kiss me tenderly
Though things like this
Make you sick
In a case like this
I’ll get away with it



long time
August 11, 2007, 2:42 pm
Filed under: Life, work

ไม่ได้เข้ามาเขียนตั้งนาน รู้สึกแปลกๆ เหมือนกัน มีอะไรทำหลายอย่างเหลือเกิน จะบอกว่ายุ่งจนไม่มีเวลาจะเขียน มันก็ดูจะเป็นข้ออ้างมากกว่า ฮ่าๆๆ

เดือนกว่าๆ ที่ผ่านมา ได้มีโอกาส ไปทำโครงการ มินิทีซีดีซี ที่หลายๆ จังหวัดหลังจากเริ่มโครงการสำรวจไปแล้วเกือบปี คร่าวๆ ก็คือเป็นการกระจายทรัพยากร ความรู้ด้านการออกแบบไปสู่มหาวิทยาลัยส่วนภูมิภาค ถ้าบอกว่า โดยปรกติมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดมักจะขาดแคลนหนังสืออยู่แล้ว หนังสือด้านการออกแบบยิ่งจะขาดแคลนมากกว่า เพราะโดยปรกติแล้วหนังสือประเภทนี้มีราคาที่สูงกว่าประเภทอื่นๆ ตอนแรกผมก็สงสัยว่า จริงๆ แล้ว เขาจำเป็นต้องใช้หนังสือหรือเปล่า หรือจินตนาการในการสร้างสรรค์ผลงานสามารถเกิดขึ้นได้เอง อันที่จริงก็คงพอเป็นไปได้ แต่ถ้าเราไม่รู้ว่าขณะนี้โลกเขาไปถึงไหนกันแล้ว การพัฒนาการของเรามันอาจจะช้าไปหน่อย ก็รู้ึสึกดีเหมือนกันที่ ได้ทำโครงการอะไรที่มันดีๆ ครับ

ฟังดูโครงการดีๆ แบบนี้ ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีปัญหา แรกๆ ผมรู้สึกว่า ไปด้วยความปรารถนาดี แต่บางครั้งบางที่ ก็ทำให้เรารู้สึกว่าเราเอาภาระงานเพิ่มไปให้เขาหรือเปล่า เป็นเรื่องจริงที่น่าเศร้า แต่ก็ไม่มีอะไร ทุกอย่างก็สามารถดำเนินการไปได้ด้วยดี ทีนี้ก็เหลือแต่การเฝ้าดูแล้วประเมินผลกันต่อไป แต่ช่วงนี้ก็กำัลังจะเริ่นเฟส 2 ของโครงการคือสำรวจที่ที่จะทำโครงการเพิ่มเติมอีก 5 ที่ อาจจะกลับมายุ่งอีกครั้ง

——————————-

หลังจากที่ได้เปิดตัวโครงการ library 2.0 ไป เดี๋ยวนี้ก็เลยได้ยินคำว่า library 2.0 มากยิ่งขึ้น ดีเหมือนกันครับ จะได้ช่วยๆ กันคิด ช่วยๆ กันทำเยอะๆ มีอะไรก็ได้แบ่งปันความรู้กัน ส่วนเว็บห้องสมุดของทีซีดีซี ตอนนี้ก็ได้พยายามปรับปรุงให้มันทำงานได้สมบูรณ์มากขึ้น อีกไม่นานคงจะเสร็จเสียที

วันนี้รู้สึกเหมือน เขียนแบบบ่นๆ ไม่ค่อยเป็นเรื่องไงไม่รู้แหะ

; )



my sensitiveness
May 15, 2007, 11:59 pm
Filed under: Life

วันนี้ทำไมผมรู้สึกเสียใจมากขนาดนี้ก็ไม่รู้ ผมได้รับมอบหมายในสิ่งที่ไม่ได้อยากทำอย่างนึง แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การต้องทำหรือไม่ทำ แต่อยู่ที่คำพูดบางคำ

ข้อเสียอีกอย่างของผมคือ ผมเป็นคนที่ไวต่อคำพูดว่ากล่าวมากๆ คำพูดทุกคำ ผมเอาเก็บมาคิดทั้งหมด ด้วยความที่เป็นคนไม่ค่อยพูด การที่จะพูดว่าใครนั้น ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงจริงๆ ผมจะไม่ทำเด็ดขาด ผมดันใช้มาตรฐานนี้กับคนอื่นด้วย เลยคิดว่า คำพูดทุกคำมีความหมาย เวลามีการว่ากล่าวกัน ผมมักแยกแยะอะไรไม่ค่อยออก ว่าใครกล่าวว่าใคร ในที่สุด ก็ต้องเก็บเอามาคิด ทุกข์ใจ แทบทุกครั้ง

ครั้งนึง สมัยอยู่ที่ทำงานเก่าแห่งนึง มีการว่ากล่าวทีมงาน ทั้งที่รู้ว่าไม่ใช่ความผิดเรา แต่ก็อดเสียใจไม่ได้ที่ทำไมไม่สามารถทำให้ทีมได้ดีกว่านี้ได้ ผมกลับมาบ้าน รู้สึกว่าอ่อนแอมากจนร้องไห้จนแบบที่ทางบ้านเขามาถามว่าเป็นอะไร ผมก็ตอบไม่ได้ว่าทำไมถึงเสียใจมากขนาดนั้น อาจเป็นเพราะเหนื่อยและท้อ ว่านี่เราคิดว่าเราทำดีแล้ว แต่ทำไมมันยังดีไม่พอสำหรับทีมซักที

มาวันนี้ ความรู้สึกของความเสียใจใกล้เคียงกับวันนั้น ทุกคนต่างยืนใน position ของตัวเอง พอจะลองยืนใน position เล็กๆ ของเราบ้าง กลับรู้สึกเหมือนถูกตำหนิว่ามีอคติ สิ่งที่เสียใจมากที่สุดอาจจะอยู่ที่ ทำไมถึงเลือกที่จะใช้วิธีตำหนิกัน แทนที่จะพูดหรือถามความคิดเห็นกันเหมือนเคย นี่เรากลายเป็นคนที่เชื่อใจไม่ได้ กลายเป็นคนที่พูดดีๆ ด้วยไม่ได้แล้วหรือเปล่า ทั้งๆ ที่สิ่งที่ทำนั้น ด้วยความปรารถนาดีจริงๆ อันความปรารถนาดีนี้ ถ้าจะกลายเป็นสิ่งที่ไม่ถูกใจ ผมเองก็จนใจ อาจจะเป็นความเข้าใจผิดเองว่า เมื่อมี situation เราจะเป็นพวกเดียวกัน เป็นสิ่งที่ไม่คาดคิด เลยไม่ได้เตรียมใจมาก่อน

คุณเคยเชื่อถือในใครอย่างจริงใจบางอย่างหรือเปล่าครับ
แล้วเวลาเขาทำให้คุณต้องเสียใจคุณรู้สึกอย่างไร

มันคงเป็นความรู้สึกประมาณนั้น

นี่เราทำอะไรอยู่นี่…ทำไมเรามันช่างโง่จริงๆ

เหนื่อย ท้อแท้ หมดกำลังใจ



my humble
April 23, 2007, 6:07 am
Filed under: Life

“ไม่มีใครที่จะทำให้เรารู้สึกต่ำต้อยได้หรอก ถ้าเราไม่ยินยอม”

ทั้งๆ ที่ผมจำประโยคนี้ได้ขึ้นใจ แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไม ในชีวิตที่ผ่านมา ผมก็ดันยอมให้ใครๆ ทำให้ผมรู้สึกแบบนี้ได้เสมอ

 ผมเป็นใครกัน…

 แม้ในปัจจุบันจะมีหลายคนที่บอกว่าผมสามารถทำโน่นทำนี่ได้ แต่มันก็ยังมีปมในใจคือ เราจะสามารถทำอย่างที่ใครเขาคาดหวังได้จริงน่ะเหรอ

พื้นฐานชีวิต ที่เกิดมาจากครอบครัวที่เคยยากลำบากมาก่อน เรียนในโรงเรียนที่ไม่ได้มีชื่อเสียง รู้สึกแปลกๆ ทุกครั้งถ้าใครถามว่า จบจากโรงเรียนอะไร ก็ไม่ได้อายอะไรหรอกครับ แต่ตอบไปก็ไม่มีใครรู้จัก เรียนในมหาวิทยาลัยต่างจังหวัด ต่อที่สถาบันที่มีชื่อเสียงในกรุงเทพ และถึงแม้ว่าจะจบมาด้วยเกรดที่ค่อนข้างจะสูง แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันอนาคต

ข้อเสีย
ผมนั้นค่อนข้างที่จะพูดไม่เก่ง ถนัดที่จะคิดแล้วก็ทำเสียมากกว่า ค่อนข้างที่จะจริงจังกับเรื่องที่ทำในทุกๆ อย่าง ฉะนั้นหลายคนที่ไม่รู้จัก หรือไม่เข้าใจ จะนึกว่า ผมเงียบและไม่ค่อยยุ่งกับใคร ซึ่งเป็นข้อเสียที่แก้ไม่หาย   

ข้อดี
อาจจะเป็นโชคที่ดีของผมที่สามารถเรียนรู้และเข้าใจอะไรๆ ได้เร็ว ทำให้อะไรๆ มันเป็น เพราะผมไม่ได้ชอบอ่านหนังสือ แต่ผมชอบดู คิดและสังเกต จึงมีข้อสงสัยให้ไปตามหาคำตอบอยู่เสมอ

ตอนเรียนจบใหม่ๆ นั้น ผมค่อนข้างจะไม่ได้ห่วงอนาคตเท่าไหร่ เพราะไม่เคยมีที่ไหนปฏิเสธการเข้าทำงานของผมเลย ผมยังจำได้ตอนสัมภาษณ์เข้างานในที่แรกๆ ซึ่งเป็นสถาบันการเงินที่มีชื่อเสียงและมีความมั่นคงมากๆ ได้มีการถามเรื่องความมั่นคงของการทำงาน ทางที่นั่นก็ได้ตอบกลับมาว่า

“ที่งานน่ะมั่นคง แต่คนสิ ไม่รู้จะมั่นคงหรือเปล่า” ช่างเป็นความจริง ที่พูดไม่ออกเลย

ตอนที่ทำงานแรกๆ ผมรู้สึกว่าทำให้ทางบ้านภูมิใจหลายๆ อย่าง อยู่ในตำแหน่งหน้าที่การงาน การเงิน น่าจะดีกว่าเพื่อนๆ ในระดับเท่าๆกัน แต่เมื่อทำงานไปได้ซักพัก ผมก็บอกกับตัวเองว่า สิ่งที่ทำอยู่มันยังไม่ใช่ ผมเครียด กลับมานั่งทุกข์ใจหลายหน ในที่สุดก็ตัดใจลาออกมาอยู่ที่ทำงานในปัจจุบัน TCDC

จากสายงานไอทีระบบทางการเงิน ที่เน้นไปในการพัฒนาระบบอย่างจริงจัง มาสู่ระบบห้องสมุด การทำงานที่อาศัยการวางแผนเพื่อตอบสนองต่อปัญหาด้านการปฏิบัติงานและการให้บริการ มันเป็นอะไรที่แปลกใหม่สำหรับผม ได้คิด ได้ลองทำโน่นทำนี่หลายอย่าง อันไหนที่ประสบความสำเร็จก็รู้สึกดีใจที่มีคนชื่นชม ผมยอมรับว่า ผมรักในงานปัจจุบันเข้าให้แล้ว

ผมได้มาอยู่กับวงการห้องสมุด วงการที่ดูเงียบๆ คนที่ทำงานบ้างก็รู้สึกว่าเป็นวิชาชีพที่ไม่ค่อยได้รับการเหลียวแล ก็เริ่มเห็นว่ามีอะไรให้ทำอีกมากมายเหลือเกิน คนภายนอกอาจคิดว่า เป็นอะไรที่ง่ายๆ วงการนี้จึงไม่ได้เคยรับการดูแลและพัฒนา คนอาจจะสงสัยว่าพวกบรรณารักษ์เขาทำอะไรกัน ผมเองก็เคยคิดแบบนั้น แต่พอได้เข้ามาทำงานจริงๆ ถึงได้รู้ว่ามันเป็นอะไรที่ค่อนข้างซับซ้อน ทำอย่างไรจะทำให้ผู้ใช้เกิดความสะดวกรวดเร็ว และเข้าใจง่าย เป็นสิ่งที่ต้องการการพัฒนาเป็นอย่างมาก

หลายๆ คนเค้าบอกว่า คนที่ทำงานที่นี่ ได้เงินเดือนเท่าโน้นเท่านี้ แล้วก็มาถามผม ผมก็ตอบว่า ไม่รู้ว่าใครได้เท่าไหร่หรอก แต่ที่ผมรู้คือ ผมไม่ได้ได้อะไรอย่างนั้น ผมมาอยู่ที่นี่เพราะอยากลองทำอะไรแปลกใหม่ดูบ้าง เงินเดือนก็ได้น้อยกว่าเดิม ในขณะที่ตอนนี้เพื่อนๆ ก็เจริญรุดหน้าในหน้าที่การงานมีเงินเดือนเยอะแยะกันไปเกือบหมดแล้ว ผมกลับยังพอใจกับจุดที่ผมยืนอยู่ เหมือนว่าผมยังมองเห็นโอกาสที่จะได้ทำโน่นทำนี้ให้กับวงการห้องสมุดนี้ ผมเริ่มเข้าใจกับคำว่า

“ได้ทำงานที่ตัวเองรัก มันเป็นกำไรของชีวิต”

(ไม่รู้จะคิดแบบนี้ได้อีกถึงเมื่อไหร่ ฮ่าๆๆ)

สถานการณ์บ้านเมืองเปลี่ยนไป อะไรๆ ก็เปลี่ยนไป ผมก็เริ่มจะหวั่นไหวกับอุดมการณ์ของตัวเอง ที่บ้านผมเริ่มถามบ่อยๆ ว่า คิดกับอนาคตไว้ยังไง ผมเริ่มไม่รู้ว่าจะตอบยังไง มันเหมือนคนที่รู้สึกว่าตัวเองร่วมเป็นเจ้าของในกิจการงานอะไรซักอย่าง เห็นมันมาตั้งแต่ต้น ทุ่มเทมันลงไปด้วยกำลังมันสมองทั้งหมด ก็เลยคิดว่า อยากอยู่ดูให้รู้ว่าแล้วมันจะเป็นอย่างไรต่อไป

แต่ถึงไม่ว่ามันจะเป็นอย่างไรต่อไปก็ไม่เป็นไร

ทำอะไรตอนนี้ให้มันดีต่อไปดีกว่า เพื่อในอนาคตข้างหน้า จะมีคนเอาแนวคิดอะไรที่เราได้คิดได้ทำไว้ ไปทำให้เกิดประโยชน์กับส่วนรวมได้มากขึ้น