|m Le’ chArt


Liú Bèi
June 11, 2007, 9:56 am
Filed under: Management

 

เล่าปี่ ผู้นำที่ดูเหมือนว่าจะทรงคุณธรรมที่สุดในสามก๊ก เพราะเล่าปี่บอกกับคนอื่นเสมอว่า จะผดุงคุณธรรม ฟื้นฟูราชวงศ์ รักชาติ ทำทุกอย่างเพื่อราษฎรและส่วนรวม ทำให้คนดีๆ ต่างเข้ามาร่วมด้วยเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นกวนอู เตียวหุย จูล่ง ขงเบ้ง บังทอง ม้าเฉียว ฯลฯ 

เมื่อมีคนดีๆ มาทำงานให้จำนวนมาก ทำให้กิจการงานต่างๆ ของเล่าปี่สำเร็จไปได้ด้วยดีเสมอ จนทำให้เล่าปี่ ถูกสถาปนาขึ้นเป็นฮองเต้ในที่สุด

อำนาจคือของหวาน

สามก๊กสอนเรื่องนี้ให้กับคนดู คนอ่าน ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เล่าปี่ ตอนที่ยังไม่มีอำนาจ เลี้ยงดูลูกน้องอย่างดี รับฟังความเห็นเสมอ ตลอดทั้งมีภาวะผู้นำในการพินิจวิเคราะห์ แต่เมื่อภายหลังเมื่อถึงจุดสูงสุดของอำนาจ กลับทำตัวน่าผิดหวัง บางคนกล่าวว่า เล่าปี่แท้จริงแล้วก็ทำทุกอย่างเพื่อตัวเอง ทำให้ตัวเองอยู่ในอำนาจ ในความคิดของเล่าปี่นั้น กลับมีความคิดว่า ด้วยบุญญาวาสนาของตัวเอง ทำให้ตัวเองมาถึงจุดนี้ได้ ถ้าตัวเองไม่มีบุญมากขนาดนี้ ต่อให้มีบริวารที่ดีอย่างไร ก็ไม่สามารถมาถึงจุดนี้ได้

เล่าปี่ลืมคิดไปว่า ตลอดชีวิตที่ประสบความสำเร็จมา ส่วนใหญ่มาจากลูกน้องและทีมงานทั้งสิ้น ชนะมามากมายจนลืมตัว หลงระเริงในความสำเร็จ ทำให้ช่วงปลายของชีวิตของเล่าปี่ กลายเป็นเรื่องน่าเศร้า เขาแยกแยะไม่ออกระหว่างเรื่องส่วนตัวกับเรื่องของส่วนรวม เอาแต่จะล้างง่อก๊กของซุนกวน ด้วยเหตุที่ทำให้พี่น้องร่วมสาบาน อย่างกวนอู และเตียวหุยต้องตาย ทั้งที่จูล่ง และขงเบ้งก็ได้ทัดทานแล้ว ก็ไม่ฟัง ขงเบ้งเห็นว่า ง่อก๊กของซุนกวน ต้องคบเป็นมิตรไว้ เพื่อป้องกันทัพวุยก๊ก ของโจโฉ ที่มีกองทัพที่แข็งแกร่งกว่า สองก๊กนี้จึงต้องร่วมมือกัน หากเมื่อใดที่แตกกัน ย่อมเสียเปรียบต่อก๊กใหญ่ในที่สุด

เล่าปี่คิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่ สามารถเอาชนะได้ จึงยกทัพไปเองโดยไม่ฟังเสียงใคร ในที่สุด ก็พ่ายแพ้ และต่อมาก็เป็นไข้จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต และก็มาคิดได้ในภายหลังว่า ที่ตัวเองยิ่งใหญ่อยู่จนถึงวันนี้ ไม่ได้เพราะความสามารถของตัวเองแต่ฝ่ายเดียว เพราะเมื่อต้องนำทัพเอง กลับพ่ายแพ้แบบสิ้นรูป และอีกข้อหนึ่งที่สอนใจได้อย่างดี คือความคิดที่จะทำเพื่อส่วนรวมก่อนเสมอของเล่าปี่ได้หายไปไหน เมื่ออำนาจบังตา

อันว่าเรื่องส่วนรวมต้องมาก่อนเรื่องส่วนตัว เรื่องของส่วนใหญ่มาก่อนเรื่องส่วนเล็ก ฉะนั้นจะทำอะไรให้คิดถึงว่าส่วนใหญ่ได้อะไร แล้วดำเนินไปตามแนวทางนั้น น่าจะเป็นเครื่องช่วยในการตัดสินใจได้เป็นอย่างดี แต่ทุกวันนี้ เราก็ยังเห็นกันเป็นปรกติ ของคนที่บอกว่า ทำเพื่อส่วนรวม แต่สุดท้ายลึกๆ แล้วทำเพื่อความอยู่รอดส่วนตัวแทบทั้งนั้น

Advertisements


retail marketing
May 21, 2007, 4:20 pm
Filed under: Management

ในช่วงตอนสัปดาห์ก่อนที่มีงาน Money Expo 2007 ที่ศูนย์สิริกิติ์ มีใครสังเกตเห็นอะไรเหมือนผมหรือเปล่าครับ

พอดีผมก็ไม่ได้ไปอะนะ แต่มีอย่างนึงที่สังเกตได้คือ การทุ่มงบการตลาดมหาศาลของสถาบันการเงินบางแห่ง

โดยใช้เทคนิคที่ยิ่งกว่า ติดป้ายโฆษณาข้างรถเมล์ซะอีก แต่เม็ดเงินที่ใช้อาจจะถูกกว่ามาก ซึ่งเป้าหมายของงานนี้ 4 วัน ที่มีผู้เข้าชมกว่า 6 แสนคน

ไม่ใช่ใครที่ไหน กลุ่ม K-Excellence นี่เองครับ

คือปรกติงานแฟร์นี่ คนไปส่วนใหญ่ก็อยากได้รับของแจกใช่ป่ะครับ เขาก็จะแจกหนังสือชี้ชวน แผ่นพับ บางทีต้องเข้าไปคุย ถึงจะได้ของแจกดีๆ

Kbank แกก็เลยทำถุงกระดาษ มาแจกแบบ”ทั่วถึง” กันเลยทีเดียว เป็นถุงขนาดใหญ่ที่ดูดี ด้านข้างมีโลโก้ แสดงความเป็นมืออาชีพของบริษัท ฉะนั้นคนก็มารับสิครับ ไมู่รู้ว่าเขาตั้งใจมาก่อนหรือเปล่า แต่ผลก็คือ คนถือถุงนี้ กันทั่วกรุงเทพ โดยเฉพาะตามเส้นทางรถไฟฟ้า ทั้งบนดินใต้ดิน ผมไปไหนก็เห็นคนถือกันแต่ถุงของ Kbank กันเต็มไปหมด ต้นทุนเท่าไหร่ไม่รู้ แต่สามารถทำให้คนเห็น ชื่อของกลุ่ม Kbank เยอะขนาดนั้น

มีโอกาสทั้งได้ลูกค้า พร้อมๆ กับใช้ให้เขาเป็นช่องทางในการสื่อสารการตลาด คุ้มจะตายครับ ผมว่าเป็นเทคนิคที่น่าสนใจ



Cáo Cāo
May 21, 2007, 9:58 am
Filed under: Management

คราวก่อนพูดเรื่องผู้นำในสามก๊ก อย่างอ้วนเสี้ยว คราวนี้ขอพูดถึงผู้นำอย่างโจโฉบ้าง
ตอนแรกๆ ผมรู้สึกว่าผมชอบโจโฉ เพราะโจโฉ เป็นผู้นำที่ฉลาด เลี้ยงคน คือคนไหนที่ยอมสวามิภักดิ์ก็จะเลี้ยงดูอย่างดี มีนิสัยเฉียบขาด เด็ดเดี่ยว คำสั่งเป็นคำสั่ง แต่ก็ยังเชื่อฟังคำแนะนำของคนรอบข้าง แต่โจโฉมีข้อเสียคือเป็นคนขี้ระแวง อาจจะเป็นเพราะเคยทำผิดพลาดในอดีตมาเยอะ ทำให้คิดมาก

จริงๆ ผู้นำอย่างโจโฉ มีข้อคิดอยู่มาก โจโฉไม่ใช่คนที่มีคุณธรรมเท่าไรนัก ปากบอกว่ายอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ไม่ใช่ จะเห็นว่า คนที่นำเสนอเรื่องจริง วิจารณ์โจโฉ ตายมาเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นซุนฮก ซุนฮิว เอียวสิ้ว หลังๆ ไม่มีใครกล้าพูดกล้าเสนออะไรกับโจโฉเลย เพราะกลัวตาย แต่ที่วุยก๊กของโจโฉยิ่งใหญ่ได้ ก็ต้องยอมรับว่า เป็นเพราะความเก่งของโจโฉเอง ซึ่งถ้าเทียบกับทางเล่าปี่และ ซุนกวนแล้ว ส่วนใหญ่ได้ดีเพราะทีม และลูกน้องทั้งสิ้น

ผู้นำต้องคิดเสมอว่าคำพูดตัวเองเป็นประกาสิทธิ์ เมื่อยอมรับฟังแล้ว ก็ขอให้รับฟัง คิดว่าดีไม่ดีอย่างไร ก็ปรับปรุง เอามาคุยกัน ว่าทำไมถึงคิดเช่นนั้น สองฝ่ายจะได้ทำงานร่วมกันอย่างมีความสุข ไปถึงจุดหมายที่หวังไว้ร่วมกันได้ แต่ส่วนใหญ่เมื่อฟังแล้ว เกิดอัตตา บ้างก็รู้สึกกลัวเสียหน้า บางคนยิ่งกว่านั้นคือกลัวลูกน้องจะได้หน้าเกินตัว ด่ากลับมาอีก ดูถูกความคิดของคนอื่น คิดว่าตัวเองรู้มากกว่า อยู่มานานกว่า ทำให้ไม่มีใครกล้านำเสนออะไร สุดท้ายไม่มีการพัฒนา น่าเสียดาย



Leadership
May 10, 2007, 11:50 pm
Filed under: Management

ถ้าใครเคยศึกษาเรื่องราวของสามก๊กมาบ้าง ก็จะได้เห็นคุณลักษณะของผู้นำให้เราเรียนรู้หลากหลายแบบเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นผู้นำที่บ้าอำนาจ ผู้นำที่บ้าพลังแต่ไร้สมอง ผู้นำที่เอาคุณธรรมบังหน้า ผู้นำที่เอาแต่ใจตัวเอง ผู้นำที่เป็นเพราะโชคช่วยที่เกิดมาในตระกูลดี ฯลฯ ไม่ใช่ว่าจะมีแต่สิ่งไม่ดีนะครับ แต่มันมีมุมมองที่ดีๆ ให้เราศึกษาอยู่เยอะเหมือนกัน

ตัวอย่างนึงที่อยากเล่าให้ฟังคือ อ้วนเสี้ยว ซึ่งเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ เพราะมีกองทัพจำนวนมากที่สุดคนนึง แต่ก็พ่ายแพ้แก่โจโฉ ที่มีกำลังน้อยกว่ามาก มีอยู่ครั้งนึง ที่ประชุมของอ้วนเสี้ยว มีการถกเถียงในการนำเสนอแผน ทุกคนมีแต่ปัญหา คนโน้นคิดแบบนี้ คนนี้คิดแบบนั้น อ้วนเสี้ยวตัวเองก็ไม่มีข้อสรุป ในท้ายที่สุดก็ฟันธงลงไป แบบไม่มีเหตุผล แถมยังห้ามเถียงอีกต่างหาก

ตรงนี้ได้ข้อคิดมากทีเดียวครับ ในการทำงานผมว่าน่าจะเคยเจอกันแทบทั้งนั้น ที่ในที่ประชุม ก็มีแต่คนที่พยายามจะนำเสนอแต่ปัญหาของตัวเองทั้งนั้น แต่การนำเสนอที่ดีควรมาพร้อมทางแก้ และเหตุผลและข้อมูลที่ใช้ในการตัดสินใจได้

จากกรณีนี้ผู้นำที่ดี ผมว่าคนคนนั้นควรเป็น Solution Guy คือเป็นคนที่มีทางออกให้กับทุกปัญหาอยู่เสมอ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของเหตุผลครับ แล้วเหตุผลมาจากไหน ก็ต้องมาจากการวิเคราะห์พื้นฐานของข้อมูลตามความเป็นจริงต่างๆ ไม่ใช่เป็นแบบอ้วนเสี้ยว ที่พอรับฟังปัญหามากๆ เข้า ก็ตอบว่า เอาแบบนี้แหละ ไม่รู้ล่ะ พลอยให้คนที่ต้องเอาความคิดนั้นไปใช้ต่อ เกิดอาการงงไปตามๆ กัน ผู้นำบางคนมีจินตนาการที่ดี พูดนิดเดียวก็สามารถจินตนาการเรื่องราวต่อได้เป็นคุ้งเป็นแคว ไม่ใช่ว่าจะไม่ดีนะครับ ดี แต่ก็อย่างที่บอก ต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูล และเหตุผล ถึงจะสามารถเอาไปใช้ได้จริง และประสบความสำเร็จกับทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง มันอันตรายมากครับ การตัดสินใจโดยปราศจากข้อมูลรองรับ แต่จะลำบากยิ่งกว่า ถ้าไม่รู้ว่า ต้องเอาข้อมูลอะไรมาใช้ในการตัดสินใจบ้าง

วันก่อนดูข่าว มีอีกตัวอย่างนึงที่น่าสลด ผมว่าใครมีหัวหน้าแบบนี้กลุ้มใจตาย มีผู้มีอำนาจวาสนาในบ้านเมืองคนนึง พูดถึงเรื่องการส่งคนไปชายแดนใต้ บอกว่าจะส่งลูกน้องไป แต่ไม่ให้อะไรมันหรอกนะ เพราะกลัวว่าเมื่อบอกว่าจะให้แล้ว กลัวลูกน้องจะเสียคน ถ้าไปด้วยอะไรที่ล่อใจ จะไม่เป็นการทำเพื่อชาติอย่างจริงใจ ใครรักชาติอยากทำ ก็ให้สมัครมาเลย

ถามว่า ใครมันจะบ้าไปครับแบบนี้ ตัวท่านล่ะจะไปหรือเปล่า สิ่งเหล่านี้ผู้นำไม่ควรพูด เพราะมันเป็นการปั่นทอนกำลังใจคนทำงาน ไม่ให้อะไรเขาก็คงไม่ว่าอะไรหรอก เพราะมันเป็นหน้าที่ แต่ไม่ต้องบอกว่าจะไม่ให้อะไร ฟังแล้วมันหมดกำลังใจ แต่ละคนเขาก็มีลูกมีเมีย มีครอบครัวคนเบื้องหลังให้ดูแลทั้งนั้น ถ้าท่านอยากให้เขาทำด้วยใจ ท่านก็ต้องมีความจริงใจที่ดูแลเขาอย่างเต็มที่ ในฐานะผู้ออกนโยบาย



Viral Marketing
May 7, 2007, 10:12 am
Filed under: Management

ปัจจุบัน ลด แลก แจก แถม แม้ว่าจะใช้ได้ผลบ้าง แต่ก็เป็นอะไรล้าสมัยไปแล้วสำหรับวงการตลาดที่ทุกวันนี้ พูดถึงกันแต่เรื่อง viral marketing หรือ อิทธิฤทธิ์ของปากต่อปาก กระจายกันไวเหมือนไวรัส

เราเห็นกันแต่ในโฆษณา ที่เด็กส่งต่อ email ออกไป แล้ว email กลายเป็น forward mail กลายเป็น sms ไปทั่ว หรือ โฆษณาของดีแทค ที่ล้อเลียน music video เพลง I need somebody แล้วทำออกมาดูตลกขบขันกันน่าดู ตอนแรกเขาเอาไปปล่อยใน youtube แล้วปล่อยข่าว สร้างกระแสในหลายเว็บ แต่เหมือนว่าคนจะรับสารได้ไม่ค่อยตรงแคมเปญ หรือเปล่า ในที่สุด ก็เอาออกมาขายในสื่อใหญ่เหมือนเดิม ในบ้านเรา ยังไม่มีตัวอย่างที่เห็นแบบจะจะ ที่ประสบความสำเร็จ แต่เมืองนอกมีให้เห็นเยอะเหมือนกัน ที่นึกออกดังๆ ก็อย่างการเปิดตัว gmail ที่ผู้ใช้ต้องใช้วิธีการ invite ต่อๆ กัน ตอนนี้เลย invite กันให้เกลื่อน

การทำการตลาด แบบ viral marketing ช่างเป็นแนวทางที่เหมาะเจาะกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจถดถอย งบประมาณโดนหั่นเป็นที่สุด เพราะใช้เงินน้อย ใช้สมองมาก ใช้ทางทางการสื่อสารการตลาดที่มีต้นทุนต่ำ ดูเหมือนว่าจะทำง่าย แต่ผมว่า ทำจริงๆ คงไม่ง่าย มันมีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้เยอะไปหมด

เขาทำกันได้หลายแบบ ทั้งแบบบอกกันต่อฟรีๆ หรือคนบอกต่อได้อะไรบ้างอย่าง เช่น member get member แต่ช่องทางต้นตอของสาร message ที่นิยมมากสุดในปัจจุบัน คงไม่พ้น internet บางทีเราก็ได้ยินกันอยู่บ่อยๆ ว่าบางหน่วยงานถึงกับตั้ง war room มาเพื่อการนี้กันเลยทีเดียว

จะทำให้ดีจะทำให้ดัง …
อย่างแรก คงหนีไม่พ้น เนื้อหาและรูปแบบของสาร โดนใจ เช่น ตื่นตาตื่นใจ ช็อคสุดๆ ฮาขี้แตก หรืออาจหมิ่นแหม่ต่อศีลธรรม เอาไปใส่ในช่องทางที่นิยม เช่น เว็บบอร์ด email sms blog หรือพวกเว็บไซด์ที่รวบรวม video clip ต่างๆ ที่กำลังนิยม

เมื่อสะกิดคนแรกได้แล้ว จะทำไงให้เขาบอกต่อ ก็คงหนีไม่พ้นกลับมาดูว่า เขาได้อะไร หรือสินค้ามันดี มันโดนใจเขาแค่ไหน มันสร้างความประทับใจให้เขาแค่ไหน คุ้มค่ากับการบอกต่อของเขาหรือไม

ต่อมาคือสร้างกระแส ให้เกิดการเห็นซ้ำๆ ให้รู้สึกว่ามันฮิต ไม่พูดถึงแล้วเชย ให้เขารู้สึกประมาณว่า นี่เธอ เห็น…หรือยัง นี่มัน… สุดๆ่

แต่…มันทำไม่ได้กับทุกอย่าง จะทำได้ดี ต้องมีลูกค้ารักใคร่ ยินดีช่วยเหลืออย่างเต็มใจ พูดถึงแล้วมันรู้สึกดี ดีในที่นี้อาจจะเป็นประมาณ พูดถึงแล้วเท่ ก็เป็นได้

แต่ถ้าเขารักแล้ว ต้องรู้จักเกรงใจ อย่าไปรบกวนเขามากเกินไป ผมเห็นบางช่องทางดูเหมือนจะดี แต่พอทำกันจริงๆ ทำกันจนออกหน้าออกตา มันเลยเลยจุดความพอดี สุดท้ายก็ไม่มีใครสนใจ

หันกลับมามองที่ทำงานตัวเองบ้าง จะว่าไป ผมมองเห็นโอกาสนี้ของ TCDC เหมือนกันนะ มีคนรู้สึกตัวเองว่าได้ประโยชน์จากการมาที่นี่อยู่เยอะ และจากการที่อ่าน blog คนที่พูดถึง TCDC มาพอสมควร ผมว่าพวกเขามีศักยภาพในการถ่ายทอดสารต่างๆ อยู่มากทีเดียว บางคนมาเยี่ยม หรือมาฟัง lecture แล้วก็กลับไปพูดเล่าเรื่องต่างๆ ใน blog บางคนก็ยินดีที่จะช่วยกันส่งต่อข่าวสารต่างๆ เนื่องจากเห็นว่าคนยังรู้จักที่นี่น้อย รู้สึกดีเหมือนกัน แต่ก็ไม่รู้ว่า ถ้าเอาเข้าจริงๆ เขาจะยินดีช่วยกันเหมือนเดิมหรือเปล่า ฮ่าๆๆๆ



Marketing VS Operation
May 1, 2007, 10:47 pm
Filed under: Management

 ที่ทำงานของคุณเคยมีปัญหาระหว่างฝ่ายการตลาด กับฝ่ายดำเนินการหรือเปล่า?

ความเห็นขัดแย้งในการทำงานเป็นเรื่องปรกติ และก็ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายอะไร ถ้าควบคุมให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

ผมว่าหลายๆ หน่วยงานก็คงเคยเจอปัญหาที่คล้ายๆ กัน ประมาณว่า ฝ่ายการตลาดหรือฝ่ายวางแผน คิดแผนการมาอย่างนึง แต่คนที่เอามาทำกลับทำได้บ้างไม่ได้บ้าง บางทีแผนที่วางไว้เลยไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร หรืออีกกรณีนึง ฝ่ายขาย ไปรับปากลูกค้าไว้ แต่เวลาทำจริง ก็ไม่สามารถทำได้ หรือทำได้ไม่ทันกำหนด

ทีนี้ จะโทษใครดี ที่ทำให้แผนไม่เป็นไปตามแผน

ถ้าแยกตามความคิดพื้นฐานของแต่ละฝ่าย ในสมมติฐานที่ว่า ทุกคนในองค์กรมองเห็นภาพเป้าหมายเดียวกัน รู้ถึงวัตถุประสงค์ขององค์กร และอยากที่จะให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการทำงาน

ฝ่ายการตลาด หรือฝ่ายวางแผน เป็นผู้กำหนดทิศทาง หรือผู้กำหนดและรับผิดชอบต่อยอดขาย ที่จะมีและเกิดขึ้นในองค์กร

 ฝ่ายดำเนินการ เป็นผู้นำแผนมาปฏิบัติ รับผิดชอบควบคุมงาน และมาตรฐานทางเทคนิค และดูแล capacity และ capability ที่มี

เมื่อเกิดปัญหาดังกล่าวขึ้น ผมว่าลองมาวิเคราะห์กันดีกว่าว่าเกิดจากอะไรได้บ้าง

ปัญหาของฝ่ายดำเนินการ
– คนปฏิบัติงานอาจจะไม่มีประสิทธิภาพ
– เครื่องมือที่ใช้มีประสิทธิภาพไม่เพียงพอ
– มีข้อจำกัดในการดำเนินการตามแผน ไม่ว่าจะเป็นด้านกำลังคน หรือด้านเทคนิค
– Ego ที่คิดว่า ตนรู้จักงานดีที่สุด

ปัญหาของฝ่ายการตลาด หรือวางแผน
– ไม่เข้าใจวิธีการทำงาน และขอบเขตของการดำเนินการดีพอ
– ประเมินสถานการณ์คาดเคลื่อน
– แผนที่ใช้ ยังไม่มีประสิทธิภาพ และ/หรือไม่มีแผนการรองรับความผิดพลาด
– Ego ที่คิดว่า แผนของตนดีที่สุด

แต่ผมว่าถ้าดูกันจริงๆ แล้วมันน่าจะพอแก้กันได้ แผนที่ล้มเหลวจากปัจจัยภายใน ส่วนใหญ่มักมาจากการ Tuning ที่ยังไม่ค่อยตรงกัน เริ่มต้นด้วย ส่วนงานที่เกี่ยวข้องต้องมีความจริงใจที่จะแก้ไขร่วมกัน พยายามเข้าใจซึ่งกันและกันว่าปัญหาของใครคืออะไรกันแน่ เน้นที่การพูดคุยกัน

ผมเคยเห็นวิธีการที่ใช้วิธีการพูดคุยกัน แต่ผ่านช่องทางการประชุม เช่นมีแผนอยู่ในใจแล้ว โดยที่อาจจะยังไม่ศึกษารอบด้านอย่างเต็มที่ แล้วนำแผนนั้นเข้าที่ประชุม ให้ผู้เกี่ยวข้องแสดงความเห็นเฉพาะหน้า แล้วใช้มติที่ประชุมเป็นตัวบังคับ ว่าอะไรควรจะทำอย่างไร บีบให้เกิดสถานการณ์แบบ win-lose แทนที่จะ win-win มีโอกาสสูงที่แผนจะล้มเหลว สุดท้ายมันก็กลับมาเหมือนเดิม ไม่พ้นที่จะกลับมาโทษกันว่าเหตุเกิดเพราะใคร ปัญหาเก่ายังไม่ได้แก้ ปัญหาใหม่ก็เกิดมาอีก ไม่จบสิ้น

รูปแบบการพูดคุยกันเพื่อที่จะแก้ปัญหาในกรณีลักษณะนี้ แบบที่น่าจะได้ผลดีที่สุด น่าจะเป็นการพูดคุยกันอย่างไม่เป็นทางการ คือก่อนที่จะมีการวางแผนหรือจะทำอะไร ให้ใช้วิธีการศึกษาทำความเข้าใจว่า งานที่กำลังวางแผนนั้น เกี่ยวข้องกับอะไร แล้วมีผลกระทบกับใครบ้าง ศึกษาอย่างละเอียด แล้วให้ทำการพูดคุยหยั่งความเห็นว่า สิ่งที่คิดพอจะเป็นไปได้หรือไม่ มีข้อจำกัดอย่างไร ค่อยๆ ปรับทัศนคติร่วมกัน ลดอัตตาที่คิดว่าตนเองรู้ดีที่สุด แล้วจึงสรุปเป็นแผน จากนั้นจึงค่อยใช้วิธีการประชุมเป็นเครื่องรับรอง เห็นด้วยว่า วิธีนี้ใช้เวลามาก ยุ่งยาก และเพิ่มงานให้เยอะขึ้น แต่ในที่สุดแล้ว อาจต้องกลับมาคิดร่วมกันว่า ใช่ผลงานออกมาดีที่สุดหรือไม่ ที่เป็นจุดมุ่งหมายร่วมกัน