|m Le’ chArt


จากสิ่งที่เกิดขึ้น เราทุกคนล้วนผิดด้วยกันทั้งนั้น ที่ทำให้ประเทศเป็นอย่างทุกวันนี้
April 15, 2009, 10:02 am
Filed under: Politics

 

ยอมรับและสารภาพกันเถอะครับ

 

ไม่ว่าคุณจะเคยทำอะไร หรือไม่ทำอะไรเลย ผมว่าต่างฝ่ายต่างผิดด้วยกันทั้งสิ้น

 

บางคนใส่เสื้อสีเหลือง

 

บางคนใส่เสื้อสีแดง

 

บางคนอ้างว่าใส่สีขาว แต่มาจากเหตุที่ ชอบอะไรบางอย่าง หรือไม่ชอบอะไรบางอย่าง

 

บางคนเลือกผู้นำเข้ามา โดยความหวังว่าเขาจะดี

 

บางคนเลือกที่จะเชื่อแค่ข้อกล่าวหา โดยยังไม่มีข้อพิสูจน์

 

บางคนอดทนรอให้อยู่คนครบวาระไม่ได้

 

บางคนดีใจกับการปฏิวัติ 19 กย

 

บางคนยอมรับร่างรธน

 

บางคนนั่งดูทีวีดาวเทียม ปราศรัย โจมตีรัฐ 24 ชม

 

บางคนดีใจที่ยุบพรรคที่ไม่ชอบไปได้

 

บางคนเสียใจที่พรรคที่ไม่ชอบกลับมาตั้งรัฐบาลได้ใหม่

 

บางคนยอมรับเสียงส่วนใหญ่ บางคนไม่ยอมรับ

 

บางคนนิ่งเสียเมื่อเห็นบางกลุ่มเข้ายึดสนามบิน เนื่องจากไม่พอใจรัฐบาล

 

บางคนดีใจที่พรรคที่ตัวเองชื่นชอบได้ตั้งรัฐบาล

 

บางคนทนไม่ได้ โดยอ้างถึงความอยุติธรรมที่ได้รับ

 

บางคนโวยวายที่บางกลุ่มสร้างความเดือดร้อนให้ตนเอง

 

บางคนอยู่เฉยๆ ไม่แคร์ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

 

 

ฯลฯ

 

 

 

 

 

สิ่งที่มันน่าเสียใจที่สุดที่เกิดขึ้นก็คือ บางทีแม้อะไรจะผ่านมาแล้ว แต่ยังไม่วายที่จะตะโกนร้องด่ากันว่า 

 

เมิงแหละผิด เมิงแหละผิด!!!

 

 

โดยที่ไม่เคยหันกลับมามองตัวเองเลย ว่าเราทุกคนก็ส่วนมีส่วนทำให้ประเทศเป็นแบบนี้ด้วยกันทั้งนั้น 

 

เพราะการกระทำบางอย่าง ล้วนเป็นผล ของการกระทำบางอย่างเสมอ

 

 

เราจะไม่ยอมรับผิดกันหน่อยเหรอครับ

 

 

สำหรับผม ยอมรับผิดเต็มหัวใจ ว่ามีส่วนสนับสนุนบางกลุ่ม

บ้านผมความเห็นทางการเมืองไม่ตรงกัน ใส่เสื้อสีต่างกัน 

จนทำให้ความสุขของชีวิตและครอบครัวหายไปเยอะจริงๆ

ไม่รู้จะใช้เวลานานเท่าไหร่ ถึงจะกลับมามีความสุขด้วยกันอีกครั้ง

 

 

ผมว่าการหยุด บางทีมันก็ต้องเริ่มจากตัวเรานี่แหละครับ

 

ผมเสียใจ

 



democrazy
August 16, 2007, 10:04 pm
Filed under: Politics

 

 

ประชาธิปไตย ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา เราก็ได้เรียนรู้กันว่า ปรัชญาของการปกครองแบบประชาธิปไตยคือ การปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ซึ่งการที่จะรู้ว่าประชาชนในชาติต้องการอะไรนั้น วิธีการที่นิยมใช้คือ การออกเสียงโดยประชาชน ในการเลือกผู้แทนประชาชน เพื่อให้ปกครองบ้านเมือง ซึ่งเราเรียกกันว่า การเลือกตั้ง

แล้วมาวันนึง ก็มีผู้รู้มาบอกเราว่า

การเลือกตั้งไม่ใช่ประชาธิปไตย…การชุมนุมของประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับบางสิ่งบางอย่าง ไม่เป็นประชาธิปไตย…ไอ้โน่น ไม่ใช่ประชาธิปไตย ไอ้นี่ไม่ใช่ประชาธิปไตย

ดูเหมือนว่า อะไรๆ ที่เราได้เคยรู้นั้น มันเปลี่ยนแปลงไปหมด พิศดารจนเราจับต้นชนปลายไม่ถูกว่า แล้วอะไรมันเป็นประชาธิปไตยกันแน่

แล้วสิ่งที่เขากำลังทำๆ กัน นั้นเป็นประชาธิปไตยหรือเปล่า หรือแค่ข้ออ้างเพื่อความชอบธรรมในการดำเนินการสิ่งต่างๆ และสิ่งที่เราได้เรียนรู้นั่นคือ ประชาธิปไตย ไม่ใช่สิ่งที่ได้มากันง่ายๆ แต่มักถูกทำลายไปอย่างง่ายดายเสมอ

รัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ซึ่งจะไม่มีกฎหมายใดๆ แย้งได้ ใช้เป็นบรรทัดฐานในการบริหารประเทศ อันบรรจุไว้ด้วยสิทธิ หน้าที่พื้นฐาน ของประชาชน โดยจะต้องเป็นสิ่งที่เรียกว่า เป็นการทั่วไป ไม่เฉพาะกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง บุคคลใดบุคคลหนึ่ง แล้วสิ่งนี้เองจะเป็นตัวบอกว่า ประเทศชาติเราเป็นประชาธิปไตยมากน้อยแค่ไหน ซึ่งส่วนใหญ่ด้วยความที่เป็นกฎหมายที่สูงสุดของประเทศ ประเทศต่างๆ จึงมักจะเขียนไว้แต่เป็นกรอบคร่าวๆ ไม่กี่มาตราเท่านั้น แล้วให้ความเคารพสูงสุด เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นได้ว่า ไม่ค่อยมีประเทศไหนจะยกเลิก เขียนใหม่ หรือแก้ไขกันบ่อยๆ แต่ก็มีบางประเทศที่นิยมความพอเพียง แต่ไม่เคยพอเพียงกับสิ่งนี้ ไม่เชื่อก็ลองไปดู ที่นี่ แล้วเปรียบเทียบกันเล่นๆ ดูก็ได้ ประเทศไทยกำลังจะมีรัฐธรรมนูญใหม่ อันเนื่องมากจาก ผู้ที่เขามีอำนาจมากกว่าเริ่มไม่เคารพในกฎหมายสูงสุดของประเทศอันเก่าอีกต่อไป เขาทำลายมันทิ้งเสีย แล้วเขียนขึ้นมาใหม่ด้วยวิธีที่เขาพอใจ แทนที่จะเลือกวิธีการแก้ไขของเดิมเฉพาะส่วนที่มีปัญหา

ในสถาวะการที่บ้านเมืองแตกแยกเป็นสองฝ่ายไปเสียหมดทุกอย่าง อันเริ่มตั้งแต่ “โกง vs ไม่โกง” “ออกไป vs สู้ๆ” “ยุบ vs ไม่ยุบ” จนมาถึงล่าสุด “รับ vs ไม่รับ” ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีใครทราบได้ว่าจะเป็นเช่นใด แต่ดูเหมือนเราจะยิ่งหากไปจากจุดที่เราเคยเป็นในอดีต

ประชาชนกำลังจะต้องไปลงประชามติ เพื่อรับรองว่าสิ่งที่ผู้มีอำนาจได้ทำมานั้นถูกต้องหรือไม่ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นวิถีทางของประชาธิปไตย เนื่องจากเป็นการหยั่งเสียงของคนทั้งชาติ วิธีการนี้จะดีอย่างยิ่ง ถ้าประชาชนเป็นอิสระอย่างแท้จริง ทั้งการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร และการตัดสินใจ แต่ถ้าไม่ใช่แล้วล่ะก็ จะเป็นเครื่องมือที่น่ากลัวที่สุดในการแสวงหาอำนาจ จากการเอาพลังประชาชนมาสร้างความชอบธรรม

ชาวบ้านชั้นล่าง กับชาวเมืองชั้นสูง ในอุดมคติของประชาธิปไตยมีค่าเท่ากัน มีสิทธิมีเสียงเท่ากัน แต่สำหรับความเป็นจริงในบ้านเรานั้น ดูเหมือนจะห่างจากจุดนี้ไปอยู่มาก มีการดูถูกประชาชนอยู่เสมอว่า เป็นพวกด้อยการศึกษาที่สามารถซื้อได้บ้างล่ะ ไม่รู้อะไรบ้างล่ะ ชักจูงง่ายบ้างล่ะ ลืมที่จะเคารพในสิทธิในการออกเสียงของคนอื่นไปอย่างง่ายดาย แต่วันดีคืนดีก็จะกลับมายึดถือเชื่อถือเสียง แต่ถ้าไม่เป็นอย่างที่เขาคิดเขาก็จะไม่เชื่อมันอีก มันก็จะถูกทำลายลงอีก เป็นแบบนี้เรื่อยไป ไม่รู้เมื่อไหร่จะจบ

ใครจะออกความคิดเห็นสำหรับร่างรัฐธรรมนูญอย่างไร แต่ละคนคงมีจุดตัดสินใจอยู่ในใจแล้ว แต่ถึงอย่างไรก็ตาม สัญญาณที่ส่งออกมาขณะนี้ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คงจะผ่านการลงประชามติไปได้ด้วยดีแน่นอน เนื่องจากข่าวประชาสัมพันธ์ต่างๆที่ เชิญชวนให้ไปลงประชามติล้วนมาคู่กับการบอกให้รับไปด้วยทั้งสิ้น การทำให้คนไม่รับดูเหมือนจะเป็นพวกชอบมีปัญหา ชอบความวุ่นวาย การทำให้รัฐธรรมนูญฉบับเดิม กลายเป็นสิ่งเลวร้าย เช่นการทำตารางเปรียบเทียบระหว่างของเก่าและของใหม่ที่ชี้ให้เห็นว่ามีข้อดีเพิ่มขึ้นมากมายเพียงใด การปล่อยข่าวว่ามีการใช้เงินในการไม่ให้รับร่างอย่างมากมายเพื่อให้เกิดกระแสต่อต้าน ถ้าไม่รับเหมือนว่าการเลือกตั้งจะเกิดได้ยาก เป็นต้น

ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2549 มาตรา 32 เขียนไว้ว่า

มาตรา 32 ในกรณีที่สภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำร่างรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 29 วรรค 1 ก็ดี สภาร่างรัฐธรรมนูญไม่ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา 28 วรรค 2 ก็ดี หรือการออกเสียงประชามติตามมาตรา 31 ประชาชนโดยเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียงประชามติไม่เห็นชอบให้ใช้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็ดี ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงและให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติประชุมร่วมกับคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่ได้เคยประกาศใช้บังคับมาแล้วฉบับใดฉบับหนึ่งมาปรับปรุงให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันออกเสียงประชามติไม่เห็นชอบ และนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญต่อไป ในการประชุมร่วมกันตามวรรค 1 ให้ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม การประกาศใช้รัฐธรรมนูญตามมาตรานี้ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

จากมาตรานี้จะเห็นได้ว่า ถึงแม้จะผ่านหรือไม่ผ่านอย่างไร เราจะต้องมีการเลือกตั้งแน่นอน และจะมีรัฐธรรมนูญใช้แน่นอน และถ้าไม่ผ่าน หลายคนก็ไม่เชื่อว่า คมช และ ครม จะกล้าที่จะหยิบ รธน ฉบับที่เลวร้ายกว่ามาใช้ หรือจะกล้าแก้อะไรตามใจเชียวหรือ มีหลายคนบอกว่า ถ้าเกิดเหตุพลิกล๊อก ก็ให้หยิบฉบับเก่า ปี 40 มานั่นแหละ แต่เอาสิ่งที่ดีๆ แก้ไขลงไป แต่ทำไมเขาถึงอยากให้ผ่านกันจัง คำตอบก็น่าจะอยู่ที่ เพื่อการรับรองความถูกต้องของสิ่งที่ผ่านมาทั้งหมด ด้วยจำนวนคนมหาศาลนั่นเอง ซึ่งระบุอย่างชัดเจนใน มาตรา 309 ในร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ฉบับลงประชามติ

มาตรา 309 บรรดาการใด ๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าวไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้

สิ่งที่น่าเป็นห่วงมีหลายอย่างเหลือเกิน รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ชี้ให้เห็นว่าประชาชนจะได้รับการดูแลจากรัฐอย่างมากมาย ในขณะที่รัฐบาลมีความสุ่มเสี่ยงที่จะขาดเสถียรภาพ เนื่องจากความเข้มแข็งข องส่วนตรวจสอบมีมากจนเสียสมดุล ขาดความคล่องตัวในการบริหาร ซึ่งผลที่ตามมาอาจทำให้เราไม่มีเงินพอที่จะเลี้ยงดูประชาชนให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เสมือนกับพ่อแม่ที่พิการ ลูกจะหวังพึ่งได้อย่างไร 

สุดท้ายนี้อยากให้ทุกคนพึงระลึกอยู่เสมอว่า ให้อ่านร่างรัฐธรรมนูญแล้วพินิจพิเคราะห์ แล้วเชื่อในวิจารณญาณของตัวเองเถิด แต่อย่าสักแต่ว่าเลือกให้ผ่านๆ ไปแล้วคิดจะเอาไว้กลับมาแก้ไขภายหลัง เพราะการทำแบบนั้นมันอาจจะไม่ง่าย มีผู้รู้ท่านนึงซึ่งเป็นอดีตประธานสภา สรุปสาเหตุ 3 ประการที่จะทำให้รัฐธรรมนูญที่ผ่านการประชามติ ไม่สามารถแก้ไขได้โดยง่ายไว้อย่างน่าสนใจ ประมาณนี้ครับ

1. ตามมาตรา 111 ในหมวดวุฒิสภา จำนวนวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง มีจำนวนมากซึ่งเท่ากับครึ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นไปได้ยากที่จะทำให้เกิดการแก้ไข เพราะการแต่งตั้งล้วนมาจากการกำหนดขึ้นของรัฐธรรมนูญฉบับนี้

2. รัฐบาลที่เกิดรัฐธรรมนูญ ฉบับไหน มักไม่ค่อยแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนั้น

3. การล่ารายชื่อเพื่อแก้ไข ต่อให้ล่ามาได้อย่าว่าแต่ 5 หมื่นชื่อตาม รธน เลย ได้ซักล้านชื่อก็ถือว่าลำบาก ถ้าเจ้าของอำนาจใหม่ใช้ข้ออ้างที่ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการลงประชามติเห็นชอบจำนวนตั้งมากมายขนาดไหน แล้วลำพังแค่เสียงเพียงไม่เท่าไหร่นี่น่ะหรือจะมาแก้ไขสิ่งที่ผ่านการเห็นชอบจากคนส่วนใหญ่ได้

ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทยต่อไป เราประชาชนคงต้องติดตามจับตาดูกันต่อไป แต่จะให้อะไรๆ กลับมาเป็นเหมือนเดิม สงบสุขเหมือนเดิม ดูเหมือนว่ามันจะยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้เร็วๆ นี้ หากทุกฝ่ายยังคงใช้อำนาจ และยังต้องการผลแบบต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ชนะแบบนี้



Downgrade Thailand to the Priority Watch List
May 3, 2007, 11:48 pm
Filed under: Politics

 

ในที่สุดประเทศไทยก็ได้รับเกียรติให้เข้าไปอยู่ใน  Priority Watch List ที่มีเพื่อนๆ อยู่ก่อนหน้านั้นได้แก่ จีน รัสเซีย อาเจนตินา ชิลี ยีอิปต์ อินเดีย อิสราเอล เลบานอน ตุรกี ยูเครน และเวเนซูเอล่า ซึ่งจะทำให้ไทยมีโอกาสสูงที่จะถูกตัด GSP โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนสินค้า อัญมณี เหตุผลก็อันเนื่องมาจาก ที่ผมเล่าให้ฟังวันก่อนว่า เขากล่าวหาว่าเราได้ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเขาอย่างมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิบัตรยา

ในช่วงแรกๆ ก็อย่างที่เห็น มีการกล่าวหาว่าเป็นการดำเนินการโดยขบวนการใต้ดิน ที่ต้องการดิสเครดิตรัฐบาล แต่พอรู้ว่า มันคงไม่ใช่แค่การปล่อยข่าวเล่นๆ แต่มีผลจริงกับนโยบายทางการค้าของสหรัฐ รัฐบาลไทย ก็ได้มีการออกมาบอกว่า ได้มีการจ้างบริษัท PR เพื่อสู้ข่าวแต่บอกว่าใช้เงินแค่นิดเดียวในการจ้างนะ เพราะตังเราน้อย พร้อมกับออกข่าวตอบโต้ว่า ขณะนี้ประเทศไทย ได้ปราบปราม การละเมิด IP มากขึ้น 25% จะมาหาว่าสถานการณ์ด้าน IP ในไทยเลวร้ายลงได้อย่างไร

แต่วันนี้ เราก็ได้เห็นรัฐบาลก็ออกมายอมรับว่าได้มีการใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยาของบริษัทสหรัฐ โดยองค์การเภสัชกรรมจริง ให้เหตุผลทางมนุษยธรรม เนื่องจากประเทศเราเป็นประเทศยากจน ไม่มีเงินซื้อยาราคาแพง แล้วในขณะนี้ประเทศเรากำลังถูกกลั้นแกล้งอย่างไม่คำนึงถึงจริยธรรม พร้อมกับมีการประท้วงหน้าสถานฑูตสหรัฐตามคาด

ตอนนี้ก็เลยมีการวิพากวิจารณ์กันใหญ่ ว่าใครถูกใครผิด เราโดนแกล้งอย่างไร

ก็อย่างที่บอกครับ ธุรกิจยาเป็นธุรกิจข้ามชาติอันทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลกอย่างนึง ถึงได้มีการพยายามบรรจุข้อกำหนดลงไปในกฎบัตร WTO ให้ประเทศสมาชิกต้องยอมรับและปฏิบัติตาม แต่เขาก็เปิดช่องให้สำหรับประเทศที่ยากจนหรือประเทศในโลกที่ 3 ที่จะผลิตได้เท่านั้น

เรื่องนี้มองได้ 2 แง่จริงๆ

มองในมุมผู้ใหญ่บ้านเรา
ประเทศเรายากจน ก็ได้ทำตามข้อกำหนด CL (compulsory licensing) ในกฏบัตร WTO ทุกประการ
ประเทศใหญ่เอาเปรียบประเทศเล็ก คิดได้แล้วเก็บไว้ขายคนเดียว
คิดว่าประเทศใหญ่หรือยังไง เราไปหาตลาดส่งออกที่อื่นก็ได้
เห็นแก่ชีวิตเพื่อนมนุษย์บ้างเถอะ อย่าเห็นแก่กำไรนักเลย
เรียกร้องให้คนไทยต้องรักชาติ อย่าไปยอม และเรียกร้องให้ทั่วโลกประนาม และใส่อเมริกาไว้ใน PWL ในเรื่องการละเมิดอธิปไตยคนอื่น

มองในมุมผู้ใหญ่บ้านเขา
ยอมมาเยอะแล้ว ทั้งหนัง ทั้งเพลง ซอฟต์แวร์
อ้าว ก็อยากจะมียาถูกๆ ใช้ทำไมไม่คิดเองล่ะ
แล้วยาที่ละเมิดนี่มันก็ไม่ใช่ยาโรคระบาดนะ มันเป็นยาโรคเอดส์ ที่ใช้เวลาวิจัยคิดมาไม่รู้กี่ปีแล้ว หมดเงินไปแล้วไม่รู้เท่าไหร่
บอกไม่มีเงินแต่เงินฝั่งกลาโหมขึ้นเอาขึ้นเอา



Thailand’s Theft of American Assets
April 26, 2007, 9:14 am
Filed under: Politics

ไทยแลนด์กำลังจะโดนข้อหาอย่างหนักหน่วงอีกครั้งเมื่อ NGO อย่าง USA for Innovation ของอเมริกาเริ่มไม่ปลื้ม โดยกล่าวว่า ไทยชอบละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของเขา ล่าสุด ดันไปละเมิดสิทธิบัตรยาของบริษัทอเมริกัน ซึ่งงานนี้ รมต ด้านสาธารสุขของเราต้องชี้แจง เพราะเขาเล่นหนัก และกล่าวถึงรัฐบาลที่มีที่มาจากรัฐประหารอย่างรุนแรง

โดยมาตรการตอบโต้ขั้นรุนแรงนี้ ได้มีการส่งหนังสือให้รัฐบาลสหรัฐตัดความช่วยเหลือหลายอย่างกับไทย และจะลงโฆษณาในนสพ The Wall Street Journal เต็มหน้า  ซึ่งมีเนื้อหาดังนี้

“Slouching Towards Burma
    Thailand’s Radical New Regime

    When military dictators take over by coup, the people lose. Right now,
    General Surayud Chulanont is steering Thailand the way of Burma.

    First, he lined military pockets with pay increases of $9 million and new
    military spending of $1.1 billion.

    Then the opposition started disappearing. Human Rights Watch last month
    released a report detailing 22 cases of targeted ‘disappearances’ by the
    Thai military in the southern provinces.

    Then the Ministry of Health threatened to kidnap American tourists. The
    military-appointed representative at the World Health Organization, Dr.
    Suwit Wibulpolprasert, proposed in January holding Western tourists
    hostage to bargain for flu vaccines.

    Then coup leaders hastily imposed draconian measures on foreign-owned
    companies — like capital controls, restrictions on business advertising
    and surveillance of Americans working in Thailand.  And now they are
    stealing American assets for military benefit.

    The new military-appointed Minister of Health, Mongkol Na Songkhla, has
    begun to override the patents on American medical innovations to
    strengthen manufacturing for the military-controlled Government
    Pharmaceutical Organization.

    The U.S. Patent and Trademark website claims that such theft costs America
    $250 billion and 750,000 jobs per year.

    In a global economy American innovation is our comparative advantage.  A
    study by USA for Innovation estimates that U.S. intellectual property
    today is worth between $5 trillion and $5.5 trillion, equivalent to about
    45 percent of the U.S. GDP and greater than the GDP of any other nation in
    the world.

    We urge President Bush and the Congress to Protect America’s Interest and
    the People of Thailand.”

 อ่านข่าวเต็มๆ ที่นี่นะครับ PRNewswire-USNewswire

ไม่รู้ว่าเรื่องนี้จะเป็นข่าวหรือเปล่า ถ้าเดาไม่ผิดอาจจะมองว่าเป็นเรื่องเล็กๆ อีกตามเคย 
ทางประธานคมช ท่านก็น่าจะออกมาบอกว่า อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่
ส่วนรัฐบาลก็คงจะรับลูก แล้วท่านนายกก็จะบอกว่าน่าจะเป็นการเข้าใจผิดกัน กำลังให้รมตที่เกี่ยวข้องดูแลอยู่
แต่ไม่รู้จะมีแผนประชาสัมพันธ์เชิงรุก เอาคืนโดยจัดคนไปประท้วงหน้าสถานทูตอเมริกาหรือเปล่านะ ฮ่าๆๆๆ

สุดท้ายก็สร้างภาพหลอกประชาชนไปวันๆ ว่า ทุกอย่างยังดีอยู่ ต่างชาติยอมรับเรา และไม่นานอะไรๆ มันจะดีขึ้น