|m Le’ chArt


Public Library
June 4, 2007, 9:28 am
Filed under: Socials

จาก ห้องสมุดประชาชน “ของฉัน” « iTeau’s Dirt

อ่านเรื่องของโต แล้วอ่าน comment ที่พูดถึงห้องสมุดที่เป็นของเอกชน ผมก็กลับมานั่งคิดว่า นั่นสินะ จะเป็นไปได้มั๊ยที่จะมีห้องสมุดที่จะอยู่ได้ด้วยตัวเอง คิดๆ แล้วรู้สึกยากเกินไป เพราะห้องสมุดทั่วไปแทบจะทั้งหมด ต้องอาศัยเงินสนับสนุนไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง อาจจะเป็นรัฐบาล หรือเอกชนก็เป็นกองทุน มูลนิธิ ฯลฯ

เอาใหม่ ถ้าลองมาคิดในแง่ธุรกิจบ้างล่ะ ก็อาจต้องมาคิด cash flow ดูว่าที่มาของรายรับและรายจ่ายมาจากไหนบ้าง ลองคิดจากห้องสมุดที่สามารถเก็บเงินได้ทุกอย่าง

รายได้ มาจาก ค่าสมาชิก ค่าเข้าใช้ ค่ายืม-คืนทรัพยากร ถ่ายเอกสารทำสำเนา ค่าใช้บริการคอมพิวเตอร์/อินเตอร์เน็ต ค่าใช้ห้องน้ำ ค่าบริการช่วยสืบค้นถามตอบ

รายจ่าย มาจาก ค่าพนักงาน ค่าสาธารณูปโภค(น้ำ ไฟ โทรศัพท์ อินเตอร์เน็ต) ค่าซื้อหนังสือใหม่ สื่อมัลติมีเดีย ค่าสมาชิกวารสารและฐานข้อมูล ค่าทำความสะอาด ค่ารักษาความปลอดภัย ค่าวัสดุสิ้นเปลืองในการให้บริการ ค่าบำรุงรักษาอุปกรณ์ ถ้าห้องสมุดต้องการที่จะให้น่าสนใจ เขาก็ต้องมีค่าใช้จ่ายในการทำกิจกรรม นิทรรศการหมุนเวียนต่างๆ เพิ่มเติมอีก

ห้องสมุดมีรายจ่ายมากกว่ารายได้มากนัก  หลายห้องสมุดก็เลยพยายามทำอะไรเพิ่มเติมเช่น ขายอาหาร ขายกาแฟ หรือถ้าเก่งๆ หน่อยก็ขายหนังสือด้วย แต่ก็อาจจะมีปัญหากับ vendor ในการทำบัญชีอีก

หนทางสร้างรายได้ผมอยากเห็นคือการปรับตัวเป็น knowledge center ถึงแม้ว่านั่นจะหมายถึงต้องมีการปรับปรุงด้านบุคคลากรอยู่เยอะทีดียว จากสมมติฐานที่ว่า ถ้าใครอยากรู้เรื่องอะไร สามารถมาปรึกษาห้องสมุดได้ แล้วห้องสมุดให้คำตอบเขาได้ เป็นพี่เลี้ยงช่วยเขาจนถึงจุดหมาย อันนี้น่าจะเป็นที่มาของรายได้ได้อย่างดี แต่ทุกวันนี้คือ เวลาเขาอยากได้ข้อมูล เขารู้ว่าต้องมาที่ห้องสมุด หาด้วยตัวเอง หรือบรรณารักษ์อาจจะชี้แหล่งบ้าง แต่บางทีเขาอาจต้องไปหลายที่ กว่าจะได้คำตอบ

ซึ่งถ้าปรับตรงนี้ได้ นอกจากจะได้รายได้ที่เป็นค่าที่ปรึกษา หรือค่าข้อมูลแล้ว ยังเป็นการเพิ่มพูนพัฒนาองค์ความรู้ไปเรื่อยๆ ซึ่งจะทำให้เป็นแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ เก่งขึ้น เชี่ยวชาญขึ้น

แต่แนวคิดแบบนี้ คงทำได้แค่ห้องสมุดเฉพาะ หรือห้องสมุดที่เป็นของกลุ่มวิชาชีพ แต่ก็ขึ้นกับว่ากลุ่มวิชาชีพนั้นๆ ต้องเห็นว่าห้องสมุดมีความสำคัญต่อการพัฒนาวิชาชีพตัวเองด้วย

อย่างไรก็ตาม โลกที่ห้องสมุดจะอยู่ได้ด้วยตัวเอง นั้นค่อนข้างเป็นอุดมคติ คนต้องคิดว่าห้องสมุดนั้น มีความจำเป็นต่อชีวิต คนยินดีที่ support เท่าที่ทำงานกับห้องสมุดมาสองปีได้ ก็รู้สึกว่าห้องสมุดบ้านเรามีปัญหาจริงๆ แหละครับ การพัฒนาอย่างมองทั้งองค์รวมยังมีปัญหามาก น่าเศร้าใจตรงที่เห็นบางห้องสมุดที่สร้างใหม่ๆ ของบางที่ ที่เจ้าของหน่วยงานก็ดูเหมือนว่าเห็นความสำคัญสร้างตึกใหม่ที่สวยงาม แต่ข้างในสุดท้ายก็เหมือนเดิม เช่นมีแต่เงินที่จะทำกิจกรรม แต่ไม่มีเงินซื้อหนังสือ หนังสือไม่น่าสนใจ ไม่มีอะไรใหม่ มีแต่ของบริจาค ค้นคว้าหาความรู้ไม่ได้เต็มที่เท่าที่ควร แทนที่จะเป็นห้องสมุด สุดท้ายเป็นที่เก็บหนังสือ แต่ว่าจะทำไงได้ล่ะครับ จริงมะ



Public Toilet
May 28, 2007, 10:26 am
Filed under: Socials

วันก่อนได้ดูรายการจุดเปลี่ยน เขามีข้อสงสัยว่า ที่ห้องน้ำสาธารณะมันสกปรก เป็นเพราะใครกันแน่

คนใช้ไม่ช่วยกันดูแล หรือ คนทำความสะอาดดูแลไม่ดี

เป็นคุณเวลาเข้าห้องน้ำสาธารณะแล้วคิดยังไงกับมันครับ ถ้ามันสะอาดอยู่แล้ว จะดูแลให้มันสะอาดต่อไป หรือถ้ามันสกปรกอยู่แล้ว ก็ยิ่งช่วยให้มันสกปรกมากขึ้นหรือเปล่า

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เขาได้มีเกณฑ์มาตรฐานสำหรับส้วมสาธารณะ ไว้ 16 ข้อ ดังนี้

 1 พื้น ผนัง เพดาน โถส้วม ที่กดโถส้ม โถปัสสาวะ ที่กดโถปัสสาวะ สะอาด ไม่มีคราบสกปรก อยู่ในสภาพดี ใช้งานได้
2 น้ำใช้สะอาด เพียงพอ และไม่มีลูกน้ำยุง ภาชนะเก็บกักน้ำ ขันตักน้ำ สะอาด อยู่ในสภาพดี ใช้งานได้
3 กระดาษชำระเพียงพอต่อการใช้งานตลอดเวลาที่เปิดให้บริการ (อาจจำหน่ายหรือบริการฟรี) หรือสายฉีดน้ำชำระที่สะอาด อยู่ในสภาพดี ใช้งานได้
4 อ่างล้างมือ ก๊อกน้ำ กระจก สะอาด ไม่มีคราบสกปรก อยู่ในสภาพดีและใช้งานได้
5 สบู่ล้างมือ พร้อมให้ใช้ ตลอดเวลาที่เปิดให้บริการ
6 ถังรองรับมูลฝอย สะอาด มีฝาปิด อยู่ในสภาพดี ไม่รั่วซึม ตั้งอยู่ในบริเวณอ่างล้างมือ หรือบริเวณใกล้เคียง
7 มีการระบายอากาศดี และไม่มีกลิ่นเหม็น
8 สภาพท่อระบายสิ่งปฏิกูลและถังเก็บกักไม่รั่ว แตก หรือชำรุด
9 จัดให้มีการทำความสะอาด และระบบการควบคุม ตรวจตรา เป็นประจำ
10 จัดให้มีส้วมนั่งราบสำหรับผู้พิการ ผู้สูงวัย หญิงตั้งครรภ์และประชาชนทั่วไปอย่างน้อยหนึ่งที่
11 ส้วมสาธารณะพร้อมใช้งานตลอดเวลาที่เปิดให้บริการ
12 บริเวณที่ตั้งส้วมต้องไม่อยู่ที่ลับตา / เปลี่ยว
13 กรณีที่มีห้องส้วมตั้งแต่ 2 ห้องขึ้นไป ให้แยกเป็นห้องส้วมสำหรับชาย – หญิง โดยมีป้ายหรือสัญญลักษณ์ที่ชัดเจน
14 ประตู ที่จับเปิด – ปิด และที่ล๊อคด้านใน สะอาด อยู่ในสภาพดี ใช้งานได้
15 พื้นห้องส้วมแห้ง
16 แสงสว่างเพียงพอ สามารถมองเห็นได้ทั่วบริเวณ

และถ้าเอาเกณฑ์มาตรฐานนี้ ไปวัดกับส้วมสาธารณะทั่วประเทศ ก็มีจำนวนที่น้อยมาก ที่จะผ่านเกณฑ์ รายการจุดเปลี่ยนเขาลองสำรวจแม้กระทั้งส้วมสาธารณะให้ห้องชื่อดัง อย่างเอ็มโพเรี่ยม ก็ยังไม่วายมีข้อบกพร่อง

ทีนี้ผมลองย้อนกลับมาดูที่ทำงานผมบ้าง TCDC ที่เขาลือกันว่าห้องส้วมสะอาดมาก แต่เมื่อถ้าเอาเกณฑ์ทั้ง 16 ข้อมาเทียบ ก็ยังมีบางข้อที่อาจจะยังไม่ผ่านเกณฑ์

ห้องน้ำที่ TCDC

แม้จะมีความสะอาดอย่างมาก แต่ก็อาจจะยังมีปัญหาเรื่องการระบายอากาศเนื่องจากระบบอาคารไม่ค่อยเอื้ออำนวย มีครั้งนึงผู้ใช้มาสูบบุหรี่ในห้องน้ำ ซึ่งน่าแปลกใจว่าประเทศเรามีกฎหมายห้ามสูบบุหรี่ในอาคารมาตั้งนานแล้ว ก็ยังมีคนทำอีก ทำให้ห้องน้ำตลบอบอวนไปด้วยควันบุหรี่อยู่นานมาก และที่มีปัญหาที่ยังหาทางแก้อยู่สำหรับในห้องน้ำชายก็คือ ผมว่าอาจจะเป็นความพลาดของคนเลือกสุขภัณฑ์อยู่นิดนึง ตรงที่เลือกให้ก๊อกน้ำล้างมือเป็นแบบเซ็นเซอร์ ส่วนที่กดโถปัสสาวะ ก็มีลักษณะเป็นอย่างรูปนี้น่ะครับ

 

แม่บ้านของผมก็ต่างพากันปวดหัวเพราะ คนใช้เข้ามามักไม่ค่อยกดน้ำ ซึ่งที่กดมันจะอยู่ด้านบน ซึ่งคนที่ไม่ได้มาบ่อยๆ จะนึกว่า เป็นระบบเซ็นเซอร์อัตโมมัติเหมือนกัน อันนี้จะว่าผู้ใช้ก็ไม่ค่อยเต็มปาก เพราะปรกติเวลา educate ผู้ใช้อะไรซักอย่าง มักจะให้ใช้พฤติกรรมที่คล้ายๆ กันทั้งระบบ อันนี้มีอยู่ 2 ระบบ ต้องอาศัยการสังเกตของผู้ใช้เอง แต่จะเอาป้ายมาติด อาจจะทำให้เสียทัศนียภาพอยู่เหมือนกัน สิ่งที่ต้องดูต่อไปคือ ถ้าสมมติว่าเขารู้ว่ามันกดได้ อย่างเด่นชัด ถ้าเขายังไม่กดอีกนี่สิ สังคมน่าจะเริ่มมีปัญหา น่าทดลองอยู่เหมือนกัน



Metro Campaign
May 12, 2007, 10:37 am
Filed under: Socials

เมื่อปีก่อน DC Metro ได้จ้าง LM&O ให้ออก campaign น่ารักๆ ในการรณรงค์ เกี่ยวกับความปลอดภัยในรถไฟใต้ดิน มีการคิดคำใหม่ๆ หรือ sniglets ออกมาหลายคำทีเดียว

Escalefter (es-ka-lef-ter) n. person who stands on the left side of the escalator when he should be standing on the right.

Escalump (es-ka-lump) n. a person who becomes a human speed bump by suddenly stopping at the top or bottom of Metro escalators

Sumpnspicious (sump-en-spish-es) n. unattended package or odd, unusual behavior that is reported to a bus driver, train operator … station manager or Metro Police.

PlanBdextrous (plan-bi-dek-stres) adj. able to plan an alternate route home in case Metro is inaccessible due to unforeseen circumstances.

Doorker (dor-ker) n. person who crowds or blocks Metro doors, making it difficult for others to exit or enter promptly.

Conseaterate (ken-set-er-it) adj. thoughtful toward others who are more in need of a Metrorail or Metrobus seat.

ผมว่าอย่างเช่นการปลูกฝังจิตสำนึกบางอย่าง public place หรือ หน่วยงานที่มีคนใช้บริการเยอะๆ มีส่วนสำคัญมากนะครับ ถ้าช่วยกันน่าจะทำให้สังคมดีขึ้น เช่น การยืนบนบันไดเลื่อนให้ชิดด้านใดด้านนึง ถ้าหน่วยงานพวกนี้เริ่มต้น มันน่าจะสามารถกินผลในวงกว้างได้

ผมค่อนข้างจะรู้สึกแย่กับการบริการของรถไฟใต้ดินบ้านเรา ที่มีบางกฎระเบียบ ที่ไม่ยืดหยุ่น เช่น ห้ามนั่งบนพื้นภายในสถานี ขณะรอรถ ไม่รู้ว่าทำไมถึงห้ามนั่ง บางครั้งยืนรอ 5 นาที คนอายุเยอะๆ บางคนก็ลำบาก หรือมาตรการที่แย่ๆ ที่เห็นตอนนี้คือสั่งการให้ตรวจของผู้โดยสารทุกคน โดยไม่มีวิธีการรองรับอย่างอื่น บางคนถือกล่องของขวัญที่ห่อมาอย่างดีจะไปให้คนอื่น แต่เจ้าหน้าที่ก็ให้เขาแกะ โดยไม่รับผิดชอบต่อความเสียหาย เพราะบอกว่าเป็นกฎ จริงๆ ถ้าคนนั้นเขาบอกว่า เขาสามารถรับผิดชอบได้ โดยการแสดงตัวตน ให้จดเลขบัตรประชาชนหรืออะไรก็ได้ น่าจะยอมอนุญาต ให้เขาไม่ต้องแกะของขวัญ คือควรมีอะไรบางอย่างที่จะสามารถช่วยเหลือผู้โดยสารได้ แต่นี่กลับแนวคิดประมาณว่า ถ้าไม่อยากให้ตรวจ ก็ไม่ต้องมาขึ้นอีก ผิดวิสัยคนทำงานบริการ



Rating VS Censorship
April 28, 2007, 2:21 pm
Filed under: Socials

ปรกติสื่อที่จะถูกเผยแพร่ยังสาธารณะชน อาจจะต้องมีการพิจารณาความเหมาะสม วิธีที่นิยมใช้กันหลักๆ ก็มี 2 อย่าง นั่นคือ การเซ็นเซอร์ ภาพหรือสิ่งที่ไม่สมควรทิ้งไปเสีย และอีกอย่างคือการจัดลักษณะของเนื้อหาหรือที่เรียกว่า เรท

สำหรับบ้านเรานั้น แม้ว่าจะได้มีการนำระบบการจัดเรทมาใช้กับสื่อทีวี ป่านนี้แล้วก็ยังไม่รู้ว่าที่ทำๆ ไปสัมฤทธิ์ผลเพียงใด หรือทำเพราะกระแสสังคมก็ยังไม่ทราบได้ แต่อาจจะต้องรอเวลาพิสูจน์แล้วประเมินกันอีกที แต่สำหรับตัวผมเองนั้น มันแค่ภาพผ่านตา ก่อนเข้ารายการ แป๊บเดียวก็ลืมแล้วว่าเขาบอกว่าอะไร

วิธีที่ง่ายและทางการบ้านเราเลือกใช้มากที่สุดคือ การเซ็นเซอร์ หรือตัดมันทิ้งไปเลย เพราะไม่ต้องไปคิดมาก และควบคุมอะไรอีก ทีเดียวจบเลย ผมสนับสนุนให้ทำกับสื่อสาธารณะอย่างทีวีนะ แต่ภาพยนตร์นี่ผมว่าก็ยังไม่ถูกต้องเท่าไหร่นัก แต่เท่าที่ดูบ้านเราเหมือนหกคะเมนตีลังกา ต่างจากสังคมโลกเขา

บ้านเรานั้นเซ็นเซอร์แหลกจริงๆ ไม่ว่าจะเป็น ภาพ เสียงที่ไม่เหมาะสม โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงบริบท ปัญหาที่แก้ไม่ถูกจุด มันเลยสร้างปัญหาใหม่มาได้เรื่อยๆ โดยที่สังคมโดยรวมไม่ได้ดีขึ้นแต่อย่างใด ล่าสุดก็มาเกิดปัญหาอีกจนได้ กับหนังของคุณเจ้ย แสงศตวรรษ

ภาพยนตร์นี่มันต่างจากสื่ออื่นๆ ตรงที่มันออกจะมีความเป็นศิลปะ ที่รวบรวมไว้ด้วยแนวคิด ปรัชญา บริบทสังคม และการนำเสนอ ฉะนั้นการตัดทอนส่วนใดส่วนนึงทิ้ง อาจทำให้เสีย และไม่เป็นไปอย่างที่ผู้สร้างเขาอยากจะสื่อสาร

แต่หากมองในมุมของคนดูแล เขาก็บอกว่า กฎอย่างคร่าวๆ ก็มีบอกอยู่ ให้ยึดกรอบกฎหมายและประเพณีของสังคมไทยเป็นหลัก แล้วยังจะสร้างสรรค์ผลงานแบบนี้ออกมาอีก ก็ต้องถูกตัดทิ้ง ด้วยความที่สังคมไทยเป็นแบบนี้ แยกแยะระหว่างเรื่องจริง กับเรื่องแต่งไม่ออก ทางการก็ต้องทำการปกป้องสังคมโดยรวมไว้ก่อน

ประเทศเราไม่มีอะไรพอดีอยู่แล้วนิครับ ไม่มีอะไรตรงกลางจริงๆ อยู่แล้ว ทั้งๆ ที่ปากก็พร่ำสอนแต่สิ่งเหล่านี้เสมอ พอมีปัญหาขึ้นมาทีไร ก็จะแยกออกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายนึงก็จะเห็นใจทางผู้สร้างที่รังสรรค์งานศิลป์ อีกฝ่ายก็จะสวมบทคุณธรรมปกป้องสังคม บอกว่าไม่ได้ดูก็ไม่ตายหรอก แต่ถ้าได้ดู อาจจะทำให้สังคมเน่าแฟะ ด้วยการจินตนาการถึงสิ่งเลวร้าย

แต่มันก็ยังมีการเลือกปฏิบัติระหว่างหนังไทยกับฝรั่งอีก ซึ่งคาดว่าอาจจะใช้ 2 มาตรฐานในการจัดการ เพราะเขาคงคิดว่า บริบทมันต่างกัน คนไทยเห็นหนังฝรั่งก็อาจจะไม่ได้คิดถึงขนบประเพณีไทย แต่เห็นหนังไทยแล้วมันคิดถึงสิ่งที่เป็นอยู่ทุกเมื่ือเชื่อวันนี้ทุกครั้ง

แต่ก็ในเมื่อมันมีปัญหา แล้วสร้างความขัดแย้งเยอะแยะ แล้วทำไมไม่จัดเรทซะล่ะ…

คำตอบมันก็อยู่ที่ เรื่องนี้มันมีคนเข้ามาเกี่ยวข้องเยอะเหลือเกิน

– ผู้จัดจำหน่าย ด้วยความที่มีกลุ่มโรงภาพยนตร์อยู่ไม่กี่เครือ แล้วก็เป็นกลุ่มทุนอิทธิพลในวงการซึ่งมีความแข็งแกร่ง ทุกวันนี้เขาก็ไม่ได้อยากให้ความร่วมมือ เพราะเมื่อเทียบกับสัดส่วนคนที่ดูภาพยนตร์ในโรงแล้ว กลุ่มลูกค้าในบ้านเราไม่ได้กว้างขวาง การเรทด้วยอายุ อาจจะทำให้ยอดขายลดลงอย่างหนัก เขาอาจจะไม่สามารถอยู่ได้

– ผู้สร้างก็อย่างที่จะสร้างสรรค์ งานตามความคิดของตัวเอง โดยไม่มีข้อจำกัด (แต่ในความเป็นจริง เรื่องทุนก็เป็นข้อจำกัดอยู่แล้ว)

– ภาครัฐก็ไม่ได้เอาจริงเอาจัง โดยอาจะไม่ได้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้คือปัญหา และต้องแก้ไขโดยด่วน

ทางออก(ที่พูดง่ายแต่ทำยาก) ของเรื่องนี้คือ

1. ภาครัฐต้องจริงใจ และจริงจังที่จะมองเห็นปัญหา ออกกฎหมายควบคุมการชมภาพยนตร์และการจัดเรท พร้อมกับมีหน่วยงานดูแลชัดเจน ซึ่งต้องทำควบคู่ไปกับการให้การศึกษาประชาชนให้รู้จักแยกแยะ ว่าอะไรคือเรื่องจริง อะไรคือเรื่องแต่ง แล้วให้มีความรับผิดชอบในสิ่งต่างๆ

2. ผู้สร้าง อาจมีต้นทุนเพิ่มขึ้น โดยอยากสร้างอะไรก็สร้างออกมา แต่การตัดต่อนั้น ให้ทำในหลากหลายเวอร์ชั่น เช่น เวอร์ชั่นที่เหมาะสำหรับเด็ก เวอร์ชั่นที่เหมาะสำหรับวัยรุ่น ถ้าไม่เซ็นเซอร์เลย ก็ให้เหมาะกับผู้ใหญ่เป็นต้น เพราะการตัดโดยผู้สร้างย่อมดีกว่าตัดจากทางการ เพื่อไม่ให้ใจความเสียไป แต่ทั้งนี้ ก็คงต้องอยู่ในกรอบกฏหมายและประเพณี

3. ผู้จัดจำหน่าย หรือโรงภาพยนตร์ ก็อาจจะต้องยอมมีต้นทุนเพิ่ม โดยการฉายที่แตกต่างกันไปตามเรทนั่นอาจหมายถึงรอบฉายเพิ่มมากขึ้น แต่ช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับแต่ละวัยก็ต่างกันอยู่แล้ว อาจจะช่วยได้ แบบนี้เรื่องเดียวกันก็ยังขายได้ทุกกลุ่มเหมือนเดิม

ผมอยากให้อะไรเป็นไปในแนว win-win แบบนี้จัง



Imagination is more important than knowledge
April 24, 2007, 5:01 pm
Filed under: Socials

วันนี้เห็นกระทู้นึงที่หว้ากอในพันทิป มีคนถ่ายรูปท้องฟ้าจำลองมาให้ดู เห็นแล้วจะว่าขำก็ขำนะครับ

เจ้าของกระทู้นำเสนออุปกรณ์จัดแสดงทางวิทยาศาสตร์ ที่ท้องฟ้าจำลองแห่งใหม่ ที่เพิ่งเปิดใหม่แถวรังสิตไม่นานมานี้

เพิ่งเปิดได้ไม่กี่เดือน ปรากฎว่ามีของชำรุดเสียหาย กำลังปรับปรุงมากมาย นับสิบชิ้น คิดอีกแง่มุมนึง หรือว่ายังสร้างไม่เสร็จ แต่ถ้ายังไม่เสร็จ ไม่พร้อมที่จะเปิดจริงๆ แล้วก็ไม่ควรจะเปิด ปิดปรับปรุงไปเสียเลยยังดีกว่าให้ออกมามีลักษณะแบบนี้ ชิ้นสองชิ้นผมก็ว่าเยอะแล้ว แต่นี่มันเยอะเกินไป จนรู้สึกว่าน่าเสียดายเวลา ถ้าต้องไปดูที่ที่เต็มไปด้วยของชำรุดเสียหาย

บางอันค่อนข้างเลวร้าย ติดป้ายไว้ว่า “ห้ามเล่น โดยไม่มีเจ้าหน้าที่” ผมไม่รู้ว่ามันคือวัตถุอันตรายหรือเปล่า หรือว่ากลัวพัง

แต่ว่าที่นี่คือพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ไม่ใช่เหรอครับ ทุกสิ่งทุกอย่างควรจับได้ เล่นได้ เพราะมันคือการเรียนรู้ทั้งสิ้น แล้วจะมีเจ้าหน้าที่ประจำเครื่องเล่นได้ทุกชิ้นหรือเปล่า แล้วทำไมเขาถึงออกแบบมาแบบนั้น ก็รู้ว่ากลุ่มเป้าหมายที่จะต้องเข้ามาใช้ส่วนใหญ่อาจจะเป็นเด็ก แล้วทำไมไม่ออกแบบมาให้เหมาะสมแข็งแรงสำหรับการเล่นซนของเด็ก

เรื่องที่น่าเสียใจคือ ไม่รู้จะตำหนิใครดี สุดท้ายคงหนีไม่พ้นงบประมาณ แล้วก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจอันจะบ่งบอกว่า นี่เป็นแค่ตัวอย่างนึงของการเรียนรู้ในเรื่องต่างๆ ที่จะเป็นพื้นฐานของการพัฒนาประเทศ ที่สุดแล้วมันก็ไม่ได้รับการใส่ใจเหมือนเดิม ถูกสร้างกันอย่างง่ายๆ ตามระบบราชการ

เพราะสถานที่ราชการตามความรู้สึกนึกคิดแล้ว ไม่ควรถูกสร้างอย่างดี สวยงาม ไม่ควรใช้ของดีมาก ถึงแม้จะไว้เพื่อบริการประชาชนก็ตาม ซึ่งนั่นก็ไม่รู้ว่าเป็นเวรเป็นกรรมอะไรของคนไทยผู้เสียภาษีให้แก่รัฐ

อีกอย่างนึงที่ผมไม่ค่อยเข้าใจคือทำไมหน่วยงานแบบนี้ ต้องถูกเอาไปไว้นอกเมือง ที่ที่เดินทางไปก็ลำบาก แล้วจะมีซักกี่คนที่จะยอมเสียเวลาทั้งวัน เพื่อที่จะไปเยี่ยมชมศึกษาหาความรู้ การอยู่นอกเมืองแม้อาจจะลดค่าใช้จ่ายอะไรได้หลายอย่าง แต่ว่าก็ต้องคิดให้ดี ประเมินคู่ไปกับสิ่งที่จะได้รับ และวัตถุประสงค์ต่างๆ ว่าสุดท้ายแล้วมันคุ้มค่าหรือไม่ ถ้าตามสมมติฐานนี้ เขาก็คงคิดกันดีแล้วล่ะมั้งครับ ถึงได้ย้ายออกไป

เห็นแล้วก็อดหันกลับมามองหน่วยงานของตัวเองไม่ได้

ถ้าในอนาคตเจอเหตุการณ์เดียวกับเขาแบบนี้จะทำอย่างไรกัน ได้ไปอยู่ในที่ที่ไม่ค่อยตอบสนองโจทย์ แถมยังไม่ใช่เปลี่ยนแปลงเริ่มต้นใหม่เพื่อไปสู่สิ่งที่ดีกว่าอีก หึหึ ไม่อยากจะคิด…

สำหรับคนไทยแล้ว อาจจะจริงของไอน์สไตน์ก็ได้ ที่บอกว่า

“จินตนาการสำคัญกว่าความรู้”