|m Le’ chArt


จากสิ่งที่เกิดขึ้น เราทุกคนล้วนผิดด้วยกันทั้งนั้น ที่ทำให้ประเทศเป็นอย่างทุกวันนี้
April 15, 2009, 10:02 am
Filed under: Politics

 

ยอมรับและสารภาพกันเถอะครับ

 

ไม่ว่าคุณจะเคยทำอะไร หรือไม่ทำอะไรเลย ผมว่าต่างฝ่ายต่างผิดด้วยกันทั้งสิ้น

 

บางคนใส่เสื้อสีเหลือง

 

บางคนใส่เสื้อสีแดง

 

บางคนอ้างว่าใส่สีขาว แต่มาจากเหตุที่ ชอบอะไรบางอย่าง หรือไม่ชอบอะไรบางอย่าง

 

บางคนเลือกผู้นำเข้ามา โดยความหวังว่าเขาจะดี

 

บางคนเลือกที่จะเชื่อแค่ข้อกล่าวหา โดยยังไม่มีข้อพิสูจน์

 

บางคนอดทนรอให้อยู่คนครบวาระไม่ได้

 

บางคนดีใจกับการปฏิวัติ 19 กย

 

บางคนยอมรับร่างรธน

 

บางคนนั่งดูทีวีดาวเทียม ปราศรัย โจมตีรัฐ 24 ชม

 

บางคนดีใจที่ยุบพรรคที่ไม่ชอบไปได้

 

บางคนเสียใจที่พรรคที่ไม่ชอบกลับมาตั้งรัฐบาลได้ใหม่

 

บางคนยอมรับเสียงส่วนใหญ่ บางคนไม่ยอมรับ

 

บางคนนิ่งเสียเมื่อเห็นบางกลุ่มเข้ายึดสนามบิน เนื่องจากไม่พอใจรัฐบาล

 

บางคนดีใจที่พรรคที่ตัวเองชื่นชอบได้ตั้งรัฐบาล

 

บางคนทนไม่ได้ โดยอ้างถึงความอยุติธรรมที่ได้รับ

 

บางคนโวยวายที่บางกลุ่มสร้างความเดือดร้อนให้ตนเอง

 

บางคนอยู่เฉยๆ ไม่แคร์ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

 

 

ฯลฯ

 

 

 

 

 

สิ่งที่มันน่าเสียใจที่สุดที่เกิดขึ้นก็คือ บางทีแม้อะไรจะผ่านมาแล้ว แต่ยังไม่วายที่จะตะโกนร้องด่ากันว่า 

 

เมิงแหละผิด เมิงแหละผิด!!!

 

 

โดยที่ไม่เคยหันกลับมามองตัวเองเลย ว่าเราทุกคนก็ส่วนมีส่วนทำให้ประเทศเป็นแบบนี้ด้วยกันทั้งนั้น 

 

เพราะการกระทำบางอย่าง ล้วนเป็นผล ของการกระทำบางอย่างเสมอ

 

 

เราจะไม่ยอมรับผิดกันหน่อยเหรอครับ

 

 

สำหรับผม ยอมรับผิดเต็มหัวใจ ว่ามีส่วนสนับสนุนบางกลุ่ม

บ้านผมความเห็นทางการเมืองไม่ตรงกัน ใส่เสื้อสีต่างกัน 

จนทำให้ความสุขของชีวิตและครอบครัวหายไปเยอะจริงๆ

ไม่รู้จะใช้เวลานานเท่าไหร่ ถึงจะกลับมามีความสุขด้วยกันอีกครั้ง

 

 

ผมว่าการหยุด บางทีมันก็ต้องเริ่มจากตัวเรานี่แหละครับ

 

ผมเสียใจ

 



And I am telling you (I’m not going)
September 4, 2007, 11:01 pm
Filed under: Entertainment

เริ่มต้นด้วย ตัวแม่ ระดับ ออริจินัล Jennifer Holliday ร้องไว้ในละครบรอดเวย์ ดรีมเกิร์ล

แต่คนที่ทำให้เพลงนี้ดังที่สุดในยุคนี้ Jennifer Hudson

นักร้องระดับพระเจ้าช่วยอย่าง Whitney Houston ก็ร้อง

หรือแม้กระทั่งดาราบอร์ดเวย์ Antonique Smith

นักร้องคุณภาพจากฟิลิปปินส์ Regine Velasquez

American Idols

Frenchie Davis

Melanie Sanders

Tamyra Gray

Lakisha Jones

America’s Got Talents

Erica Marks หนูน้อยวัย 9 ขวบ

Bianca Ryan เด็กวัย 11 ขวบผู้โด่งดัง

บางคนก็มาจากพรสวรรค์ล้วนๆ

Jessica Sanchez หนูน้อยวัย 9 ขวบคนนี้ก็ไม่เบา

และสุดยอดของพรสวรรค์ Charice Pempengco วัย 11 ขวบที่บอกว่าไม่เคยได้เรียนร้องเพลง

แล้วสุดท้าย  จิ๋ว The Stars

เสาร์นี้ไว้รอฟัง ลูกโป่ง แห่ง AF4 อีกคนละกันครับ

อิอิ



The most favorite song
August 21, 2007, 10:07 pm
Filed under: Life

ผมก็คงเหมือนกับคนอื่นๆ ที่มักจะมีเพลงที่ชอบอยู่หลายเพลง

แต่โชคดีเหลือเกินครับที่ถ้ามีคนถามผมว่า ผมชอบเพลงไหนมากที่สุด

ผมตอบมันได้ทันทีและรวดเร็วว่า “somebody” ซึ่งเป็นเพลงของ Depeche Mode และเวอร์ชั่นที่ชอบมากที่สุดคือเวอร์ชั่นที่ร้อง cover ใหม่เป็น tribute ที่ร้องโดย Veruca Salt ในอัลบั้ม For The Masses: An Album of Depeche Mode Songs ผมจำได้ว่าได้ยินครั้งแรกเมื่อ ซัก 5 – 6 ปีที่แล้ว ฟังครั้งแรกแล้วน้ำตาไหลเลยครับ

เฮ้ย ทำไมมันโดนแบบนี้

คนเราก็ต้องการแค่นี้สินะ…

ลองฟังดูนะครับ

music.jpg


  อะแล้วนี่ เนื้อเพลงครับ

I want somebody to share
share the rest of my life
share my innermost thoughts
know my intimate details
someone who’ll stand by my side
and give me support
and in return she’ll get my support
She will listen to me
When I like to speak
About the world we live in
And life in general
Though my views may be wrong
They may even be perverted
She will hear me out
And won’t easily be converted
To my way of thinking
In fact she’ll often disagree
But at the end of it all
She will understand me

I want somebody who cares for me passionately
with every thought and with every breath
Someone who’ll help me see things
In a different light
All the things I detest
I will almost like
I don’t want to be tied
To anyone’s strings
I’m carefully trying to steer clear
Of those things
and when I’m asleep
I want somebody
Who will put their arms around me
And kiss me tenderly
Though things like this
Make you sick
In a case like this
I’ll get away with it



democrazy
August 16, 2007, 10:04 pm
Filed under: Politics

 

 

ประชาธิปไตย ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา เราก็ได้เรียนรู้กันว่า ปรัชญาของการปกครองแบบประชาธิปไตยคือ การปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ซึ่งการที่จะรู้ว่าประชาชนในชาติต้องการอะไรนั้น วิธีการที่นิยมใช้คือ การออกเสียงโดยประชาชน ในการเลือกผู้แทนประชาชน เพื่อให้ปกครองบ้านเมือง ซึ่งเราเรียกกันว่า การเลือกตั้ง

แล้วมาวันนึง ก็มีผู้รู้มาบอกเราว่า

การเลือกตั้งไม่ใช่ประชาธิปไตย…การชุมนุมของประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับบางสิ่งบางอย่าง ไม่เป็นประชาธิปไตย…ไอ้โน่น ไม่ใช่ประชาธิปไตย ไอ้นี่ไม่ใช่ประชาธิปไตย

ดูเหมือนว่า อะไรๆ ที่เราได้เคยรู้นั้น มันเปลี่ยนแปลงไปหมด พิศดารจนเราจับต้นชนปลายไม่ถูกว่า แล้วอะไรมันเป็นประชาธิปไตยกันแน่

แล้วสิ่งที่เขากำลังทำๆ กัน นั้นเป็นประชาธิปไตยหรือเปล่า หรือแค่ข้ออ้างเพื่อความชอบธรรมในการดำเนินการสิ่งต่างๆ และสิ่งที่เราได้เรียนรู้นั่นคือ ประชาธิปไตย ไม่ใช่สิ่งที่ได้มากันง่ายๆ แต่มักถูกทำลายไปอย่างง่ายดายเสมอ

รัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ซึ่งจะไม่มีกฎหมายใดๆ แย้งได้ ใช้เป็นบรรทัดฐานในการบริหารประเทศ อันบรรจุไว้ด้วยสิทธิ หน้าที่พื้นฐาน ของประชาชน โดยจะต้องเป็นสิ่งที่เรียกว่า เป็นการทั่วไป ไม่เฉพาะกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง บุคคลใดบุคคลหนึ่ง แล้วสิ่งนี้เองจะเป็นตัวบอกว่า ประเทศชาติเราเป็นประชาธิปไตยมากน้อยแค่ไหน ซึ่งส่วนใหญ่ด้วยความที่เป็นกฎหมายที่สูงสุดของประเทศ ประเทศต่างๆ จึงมักจะเขียนไว้แต่เป็นกรอบคร่าวๆ ไม่กี่มาตราเท่านั้น แล้วให้ความเคารพสูงสุด เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นได้ว่า ไม่ค่อยมีประเทศไหนจะยกเลิก เขียนใหม่ หรือแก้ไขกันบ่อยๆ แต่ก็มีบางประเทศที่นิยมความพอเพียง แต่ไม่เคยพอเพียงกับสิ่งนี้ ไม่เชื่อก็ลองไปดู ที่นี่ แล้วเปรียบเทียบกันเล่นๆ ดูก็ได้ ประเทศไทยกำลังจะมีรัฐธรรมนูญใหม่ อันเนื่องมากจาก ผู้ที่เขามีอำนาจมากกว่าเริ่มไม่เคารพในกฎหมายสูงสุดของประเทศอันเก่าอีกต่อไป เขาทำลายมันทิ้งเสีย แล้วเขียนขึ้นมาใหม่ด้วยวิธีที่เขาพอใจ แทนที่จะเลือกวิธีการแก้ไขของเดิมเฉพาะส่วนที่มีปัญหา

ในสถาวะการที่บ้านเมืองแตกแยกเป็นสองฝ่ายไปเสียหมดทุกอย่าง อันเริ่มตั้งแต่ “โกง vs ไม่โกง” “ออกไป vs สู้ๆ” “ยุบ vs ไม่ยุบ” จนมาถึงล่าสุด “รับ vs ไม่รับ” ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีใครทราบได้ว่าจะเป็นเช่นใด แต่ดูเหมือนเราจะยิ่งหากไปจากจุดที่เราเคยเป็นในอดีต

ประชาชนกำลังจะต้องไปลงประชามติ เพื่อรับรองว่าสิ่งที่ผู้มีอำนาจได้ทำมานั้นถูกต้องหรือไม่ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นวิถีทางของประชาธิปไตย เนื่องจากเป็นการหยั่งเสียงของคนทั้งชาติ วิธีการนี้จะดีอย่างยิ่ง ถ้าประชาชนเป็นอิสระอย่างแท้จริง ทั้งการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร และการตัดสินใจ แต่ถ้าไม่ใช่แล้วล่ะก็ จะเป็นเครื่องมือที่น่ากลัวที่สุดในการแสวงหาอำนาจ จากการเอาพลังประชาชนมาสร้างความชอบธรรม

ชาวบ้านชั้นล่าง กับชาวเมืองชั้นสูง ในอุดมคติของประชาธิปไตยมีค่าเท่ากัน มีสิทธิมีเสียงเท่ากัน แต่สำหรับความเป็นจริงในบ้านเรานั้น ดูเหมือนจะห่างจากจุดนี้ไปอยู่มาก มีการดูถูกประชาชนอยู่เสมอว่า เป็นพวกด้อยการศึกษาที่สามารถซื้อได้บ้างล่ะ ไม่รู้อะไรบ้างล่ะ ชักจูงง่ายบ้างล่ะ ลืมที่จะเคารพในสิทธิในการออกเสียงของคนอื่นไปอย่างง่ายดาย แต่วันดีคืนดีก็จะกลับมายึดถือเชื่อถือเสียง แต่ถ้าไม่เป็นอย่างที่เขาคิดเขาก็จะไม่เชื่อมันอีก มันก็จะถูกทำลายลงอีก เป็นแบบนี้เรื่อยไป ไม่รู้เมื่อไหร่จะจบ

ใครจะออกความคิดเห็นสำหรับร่างรัฐธรรมนูญอย่างไร แต่ละคนคงมีจุดตัดสินใจอยู่ในใจแล้ว แต่ถึงอย่างไรก็ตาม สัญญาณที่ส่งออกมาขณะนี้ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คงจะผ่านการลงประชามติไปได้ด้วยดีแน่นอน เนื่องจากข่าวประชาสัมพันธ์ต่างๆที่ เชิญชวนให้ไปลงประชามติล้วนมาคู่กับการบอกให้รับไปด้วยทั้งสิ้น การทำให้คนไม่รับดูเหมือนจะเป็นพวกชอบมีปัญหา ชอบความวุ่นวาย การทำให้รัฐธรรมนูญฉบับเดิม กลายเป็นสิ่งเลวร้าย เช่นการทำตารางเปรียบเทียบระหว่างของเก่าและของใหม่ที่ชี้ให้เห็นว่ามีข้อดีเพิ่มขึ้นมากมายเพียงใด การปล่อยข่าวว่ามีการใช้เงินในการไม่ให้รับร่างอย่างมากมายเพื่อให้เกิดกระแสต่อต้าน ถ้าไม่รับเหมือนว่าการเลือกตั้งจะเกิดได้ยาก เป็นต้น

ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2549 มาตรา 32 เขียนไว้ว่า

มาตรา 32 ในกรณีที่สภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำร่างรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 29 วรรค 1 ก็ดี สภาร่างรัฐธรรมนูญไม่ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา 28 วรรค 2 ก็ดี หรือการออกเสียงประชามติตามมาตรา 31 ประชาชนโดยเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียงประชามติไม่เห็นชอบให้ใช้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็ดี ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงและให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติประชุมร่วมกับคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่ได้เคยประกาศใช้บังคับมาแล้วฉบับใดฉบับหนึ่งมาปรับปรุงให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันออกเสียงประชามติไม่เห็นชอบ และนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญต่อไป ในการประชุมร่วมกันตามวรรค 1 ให้ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม การประกาศใช้รัฐธรรมนูญตามมาตรานี้ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

จากมาตรานี้จะเห็นได้ว่า ถึงแม้จะผ่านหรือไม่ผ่านอย่างไร เราจะต้องมีการเลือกตั้งแน่นอน และจะมีรัฐธรรมนูญใช้แน่นอน และถ้าไม่ผ่าน หลายคนก็ไม่เชื่อว่า คมช และ ครม จะกล้าที่จะหยิบ รธน ฉบับที่เลวร้ายกว่ามาใช้ หรือจะกล้าแก้อะไรตามใจเชียวหรือ มีหลายคนบอกว่า ถ้าเกิดเหตุพลิกล๊อก ก็ให้หยิบฉบับเก่า ปี 40 มานั่นแหละ แต่เอาสิ่งที่ดีๆ แก้ไขลงไป แต่ทำไมเขาถึงอยากให้ผ่านกันจัง คำตอบก็น่าจะอยู่ที่ เพื่อการรับรองความถูกต้องของสิ่งที่ผ่านมาทั้งหมด ด้วยจำนวนคนมหาศาลนั่นเอง ซึ่งระบุอย่างชัดเจนใน มาตรา 309 ในร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ฉบับลงประชามติ

มาตรา 309 บรรดาการใด ๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าวไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้

สิ่งที่น่าเป็นห่วงมีหลายอย่างเหลือเกิน รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ชี้ให้เห็นว่าประชาชนจะได้รับการดูแลจากรัฐอย่างมากมาย ในขณะที่รัฐบาลมีความสุ่มเสี่ยงที่จะขาดเสถียรภาพ เนื่องจากความเข้มแข็งข องส่วนตรวจสอบมีมากจนเสียสมดุล ขาดความคล่องตัวในการบริหาร ซึ่งผลที่ตามมาอาจทำให้เราไม่มีเงินพอที่จะเลี้ยงดูประชาชนให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เสมือนกับพ่อแม่ที่พิการ ลูกจะหวังพึ่งได้อย่างไร 

สุดท้ายนี้อยากให้ทุกคนพึงระลึกอยู่เสมอว่า ให้อ่านร่างรัฐธรรมนูญแล้วพินิจพิเคราะห์ แล้วเชื่อในวิจารณญาณของตัวเองเถิด แต่อย่าสักแต่ว่าเลือกให้ผ่านๆ ไปแล้วคิดจะเอาไว้กลับมาแก้ไขภายหลัง เพราะการทำแบบนั้นมันอาจจะไม่ง่าย มีผู้รู้ท่านนึงซึ่งเป็นอดีตประธานสภา สรุปสาเหตุ 3 ประการที่จะทำให้รัฐธรรมนูญที่ผ่านการประชามติ ไม่สามารถแก้ไขได้โดยง่ายไว้อย่างน่าสนใจ ประมาณนี้ครับ

1. ตามมาตรา 111 ในหมวดวุฒิสภา จำนวนวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง มีจำนวนมากซึ่งเท่ากับครึ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นไปได้ยากที่จะทำให้เกิดการแก้ไข เพราะการแต่งตั้งล้วนมาจากการกำหนดขึ้นของรัฐธรรมนูญฉบับนี้

2. รัฐบาลที่เกิดรัฐธรรมนูญ ฉบับไหน มักไม่ค่อยแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนั้น

3. การล่ารายชื่อเพื่อแก้ไข ต่อให้ล่ามาได้อย่าว่าแต่ 5 หมื่นชื่อตาม รธน เลย ได้ซักล้านชื่อก็ถือว่าลำบาก ถ้าเจ้าของอำนาจใหม่ใช้ข้ออ้างที่ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการลงประชามติเห็นชอบจำนวนตั้งมากมายขนาดไหน แล้วลำพังแค่เสียงเพียงไม่เท่าไหร่นี่น่ะหรือจะมาแก้ไขสิ่งที่ผ่านการเห็นชอบจากคนส่วนใหญ่ได้

ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทยต่อไป เราประชาชนคงต้องติดตามจับตาดูกันต่อไป แต่จะให้อะไรๆ กลับมาเป็นเหมือนเดิม สงบสุขเหมือนเดิม ดูเหมือนว่ามันจะยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้เร็วๆ นี้ หากทุกฝ่ายยังคงใช้อำนาจ และยังต้องการผลแบบต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ชนะแบบนี้



Let love lead the way
August 13, 2007, 4:31 pm
Filed under: Design

ถ้าจับสังเกตได้ จะเห็นว่าที่ผ่านๆ มา TCDC ได้พูดถึงการออกแบบที่มาจากพื้นฐานของปัญหา พื้นฐานของความกันดาร แล้งแค้น ความกดดัน แต่นิทรรศการใหม่ของ TCDC ที่แสดงอยู่ตอนนี้ พูดถึุงความสร้างสรรค์ที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจาก “ความรัก”

ความรักที่แปลว่า การได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก

คิดเหมือนกันใช่มั๊ยครับว่า ทำอะไรด้วยความรัก เรามักทำมันได้ีดีเสมอ แล้วมันจะยิ่งดีขึ้นไปอีก ถ้าสิ่งที่เรารักนั้นมันสามารถสร้างรายได้ให้ได้ด้วย เขาถึงว่ากันว่า การได้ทำอะไรที่รัก มันเป็นกำไรของชีวิตจริงๆ

Love and Money เป็นนิทรรศการที่พูดถึงการสร้างความสมดุลย์ ระหว่างความรัก หรือการที่อยากที่จะทำอะไรตามใจของนักออกแบบ แต่สิ่งนั้นสามารถสร้างรายได้กลับคืนมาได้ด้วย

การทำอะไรตามใจนั้นหมายถึงการทำสิ่งที่ตัวเองถนัด แล้วก็พอใจจะทำอย่างนั้นด้วยความเต็มใจ เต็มที่กับมัน

Curator ได้เลือกผลงาน 20 งานออกแบบที่มีผลงานโดดเด่น ที่สามารถสร้างสรรค์ผลงานได้ตามใจที่ฝัน และทำเงินได้อย่างมากมาย เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก งานออกแบบเหล่านี้เป็นของประเทศอังกฤษ ประเทศที่ได้ชื่อว่าเขาสามารถทำให้การออกแบบ และการใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นสินค้าส่งออกได้

ถ้าดูๆ ไปแล้ว Key of success ผมว่ามันเป็นการคิดแบบที่มวลชนเข้าถึงมันได้ง่าย งานที่เอามา ก็ไม่ได้เกิดจากบริษัทใหญ่โตอะไร เป็นงานที่เริ่มจากจุดเล็กๆ ที่กระจายความสำเร็จออกสู่วงกว้างทั้งสิ้น เช่น วง Gorillaz เริ่มจากมีคนวาดการ์ตูน กะวงดนตรีที่มีความฝันร่วมกัน ผลิตงานเพลงที่ใช้ช่องทางแปลกใหม่ จนโด่งดังไปทั่วโลก แต่เมื่อประสบความสำเร็จมากมายแล้ว มีคนติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์เข้ามา เพื่อจะไปทำโน่นนี่ แต่เจ้าของเอง ก็ไม่ได้ขายออกไป เพราะต้องการคุมคุณภาพให้อยู่แบบนั้น มีรายได้แค่พอสมควร ผมชอบความพอเพียงแบบนี้นะ เพราะถ้าขายออกไปแล้ว ไม่รู้ว่าจะออกมาแบบไหน

อีกนิทรรศการนึง Mechanic Alive เป็นเรื่องเกี่ยวกับหุ่นไม้ นิทรรศการนี้มีเสน่ห์อย่างเหลือเชื่อ ดูแล้วก็ทึ่งกับจินตนาการความเพียรที่จะประกอบฝัน จากเศษไม้ชิ้นเล็กๆ

นิทรรศการพวกนี้ สอนเราเราให้ดูเขาแล้วเอากลับมาคิด มีแค่ความฝันเป็นทุน เขาจัดการกับความฝันของเขาอย่างไร ที่เหลือต้องคิดกันต่อเองว่า ถ้าเรามีความฝัน เราจะทำอย่างไรกับมัน

ยิ่งเมื่อเห็นข่าวกิจการโน่น กิจการนี่ปิด เพราะรับจ้างเขาผลิต พออะไรๆ มันเปลี่ยนไปก็อยู่ด้วยตัวเองไม่ได้ ทางรอดมีอยู่ไม่กี่ทางก็อย่างที่รู้ๆ กันอยู่ ถ้าเราคิดอะไรเอง ทำเองได้ มันก็เป็นอะไรที่ยั่งยืนมากขึ้น ผมว่าเริ่มจาก ทำอะไรที่เราชอบที่เราถนัดนี่แหละ เวิร์กสุด แต่ความยากมันอาจจะอยู่ที่ เราจะคิดหาสิ่งที่เราชอบ สิ่งที่เราถนัด แล้วจะพัฒนาศักยภาพสิ่งเหล่านั้นมันขึ้นมาได้หรือเปล่า



Tales from Earthsea
August 11, 2007, 4:48 pm
Filed under: Entertainment, philosophy

เพิ่งได้ดูการ์ตูนเรื่องใหม่ของ Studio Ghibli ซึ่งผมค่อนข้างจะเป็นแฟนการ์ตูนของค่ายนี้ เลยรับประกันได้ถึงคุณภาพความสนุก และแฝงไปด้วยปรัชญาแบบที่การ์ตูนโดยทั่วไป หาไม่ค่อยได้ มันเป็นการ์ตูนที่สามารถดูให้สนุกได้ทุกเพศทุกวัยจริงๆ

แต่ถ้าเปรียบเทียบกับเรื่องก่อนๆ ก็ถึงว่าเนื้อเรื่องค่อนข้างจะอ่อน แต่ก็มีหลายอย่างน่าสนใจ เรื่องราวที่เกีี่ยวกับการเสียสมดุลย์ของโลก จากฝีมือของมนุษย์ ทำให้เกิดเหตุการณ์ประหลาดหลายอย่าง จึงมีฝ่ายมืดที่จะพยายามซ้ำร้ายเหตุการณ์นี้ลงไปอีก และทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองชนะธรรมชาติ

ผมชอบบทสนทนานึงในเรื่องนี้มาก เป็นตอนที่พระเอกของเรื่องหนีจากการกระทำความผิดบางอย่าง แล้วกำลังสับสนลุ่มหลง ว่าจะเอายังไงกับชีวิตดี เนื่องจากพระเอกถูกเชื้อเชิญให้ใช้ชีวิตอันเป็นอมตะ ในขณะที่กำลังผิดหวังจากชีวิตนั้น นางเอกได้เข้ามาเตือนสติ

พระเอกก็ได้เ่อ่ยถามด้วยความเลื่อนลอยว่า

“อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุด”

นางเอกเองนั้น ก็มีสิ่งที่ผิดหวังในชีวิต มากมายเช่นเดียวกัน เนื่องจากเกิดมาเป็นคนอัปลักษณ์ ผ่านเหตุการณ์ที่เลวร้ายในวัยเด็ก

“ชีวิต” นางเอกตอบ

“สักวันเราทั้งหมดล้วนต้องตาย แล้วจะมีประโยชน์อันใด …

เราจะสู้เพื่อชีวิตไปทำไม ก็ถึงอย่างไร เราก็รู้ว่ามันต้องมีวันต้องจบสิ้น”

“ชีวิตมันมีค่าเพราะรู้ว่าตัวเรากำลังจะตายนี่แหละ”

ผมได้ยินคำว่า Perishable Beauty มานานพอสมควร แต่เพิ่งจะมาทราบซึ้งกับหนังเรื่องนี้เอง นั่นสินะ การที่อะไรๆ มันมีกาลดับสูญของมันได้ นั่นแหละความงามของสิ่งนั้น บางสิ่งจะสวยงามที่สุดในช่วงเวลานึงเท่านั้น แล้วความงามก็จะเปลี่ยนไป อาจจะไม่งดงามเหมือนเดิม แต่ก็จะเปลี่ยนไปสู่ความงามอีกรูปแบบนึง

มีบทสนทนาที่ต่อจากนั้น พูดถึงชีวิตอันเป็นอมตะไว้อย่างน่าสนใจ

“ข้าได้รับชีวิตมา ข้าจึงต้องมีชีวิตอยู่ สิ่งที่ข้าต้องทำคือมอบชีวิตนี้ให้กับผู้อื่นต่อไป นั่นเป็นหนทางเดียว ที่ทำให้ชีวิตเราเป็นนิรันดร์”

เป็นตอนที่นางเอกได้ต่อว่าพระเอก ถึงการอยากมีชีวิตอยู่อันเป็นอมตะ แบบใช้ด้านมืดอย่างไม่ถูกต้อง และถ้าอยู่อย่างเป็นอมตะแล้ว ไม่เคยได้ทำสิ่งใดที่มีคุณค่าเลย มันจะมีประโยชน์อะไร

ก็ยังคงเหมือนเดิมสำหรับการ์ตูนค่ายนี้ เด็กดูได้ ผู้ใหญ่ดูสนุกจริงๆ



long time
August 11, 2007, 2:42 pm
Filed under: Life, work

ไม่ได้เข้ามาเขียนตั้งนาน รู้สึกแปลกๆ เหมือนกัน มีอะไรทำหลายอย่างเหลือเกิน จะบอกว่ายุ่งจนไม่มีเวลาจะเขียน มันก็ดูจะเป็นข้ออ้างมากกว่า ฮ่าๆๆ

เดือนกว่าๆ ที่ผ่านมา ได้มีโอกาส ไปทำโครงการ มินิทีซีดีซี ที่หลายๆ จังหวัดหลังจากเริ่มโครงการสำรวจไปแล้วเกือบปี คร่าวๆ ก็คือเป็นการกระจายทรัพยากร ความรู้ด้านการออกแบบไปสู่มหาวิทยาลัยส่วนภูมิภาค ถ้าบอกว่า โดยปรกติมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดมักจะขาดแคลนหนังสืออยู่แล้ว หนังสือด้านการออกแบบยิ่งจะขาดแคลนมากกว่า เพราะโดยปรกติแล้วหนังสือประเภทนี้มีราคาที่สูงกว่าประเภทอื่นๆ ตอนแรกผมก็สงสัยว่า จริงๆ แล้ว เขาจำเป็นต้องใช้หนังสือหรือเปล่า หรือจินตนาการในการสร้างสรรค์ผลงานสามารถเกิดขึ้นได้เอง อันที่จริงก็คงพอเป็นไปได้ แต่ถ้าเราไม่รู้ว่าขณะนี้โลกเขาไปถึงไหนกันแล้ว การพัฒนาการของเรามันอาจจะช้าไปหน่อย ก็รู้ึสึกดีเหมือนกันที่ ได้ทำโครงการอะไรที่มันดีๆ ครับ

ฟังดูโครงการดีๆ แบบนี้ ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีปัญหา แรกๆ ผมรู้สึกว่า ไปด้วยความปรารถนาดี แต่บางครั้งบางที่ ก็ทำให้เรารู้สึกว่าเราเอาภาระงานเพิ่มไปให้เขาหรือเปล่า เป็นเรื่องจริงที่น่าเศร้า แต่ก็ไม่มีอะไร ทุกอย่างก็สามารถดำเนินการไปได้ด้วยดี ทีนี้ก็เหลือแต่การเฝ้าดูแล้วประเมินผลกันต่อไป แต่ช่วงนี้ก็กำัลังจะเริ่นเฟส 2 ของโครงการคือสำรวจที่ที่จะทำโครงการเพิ่มเติมอีก 5 ที่ อาจจะกลับมายุ่งอีกครั้ง

——————————-

หลังจากที่ได้เปิดตัวโครงการ library 2.0 ไป เดี๋ยวนี้ก็เลยได้ยินคำว่า library 2.0 มากยิ่งขึ้น ดีเหมือนกันครับ จะได้ช่วยๆ กันคิด ช่วยๆ กันทำเยอะๆ มีอะไรก็ได้แบ่งปันความรู้กัน ส่วนเว็บห้องสมุดของทีซีดีซี ตอนนี้ก็ได้พยายามปรับปรุงให้มันทำงานได้สมบูรณ์มากขึ้น อีกไม่นานคงจะเสร็จเสียที

วันนี้รู้สึกเหมือน เขียนแบบบ่นๆ ไม่ค่อยเป็นเรื่องไงไม่รู้แหะ

; )